กลุ่มบริหารทั่วไป โรงเรียนศึกษานารี

 

In the summertime
Mungo Jerry

 
 
In the summertime when the weather's high,
you can stretch right up and touch the sky,
when the weather's fine,
you got women, you got women on your mind.
Have a drink, have a drive,
go out and see what you can find.

If her daddy's rich, take her out for a meal.
If her daddy's poor, just do as you feel.
Speed along the lane,
Do a ton, or a ton and twenty-five.
When the sun goes down, you can make it,
make it good in a lay-by.

We're not grey people, we're not dirty, we're not mean.
We love everybody, but we do as we think.
When the weather's fine
we go fishing or go swimming in the sea.
We're always happy,
life's for living, yeah, that's our philosophy.

Sing along with us, dee-dee-dee-dee-dee.
Da-da-da-da-da...Yeah, we're happy happy,
da-da-da-da-dah.

When the winter's here, then it's party time.
Bring a bottle, wear your bright clothes.
It'll soon be summertime, and we'll sing again,
we'll go drivin' or maybe we'll settle down.
If she's rich, if she's nice,
bring you're friends and we'll all go into town.

 

   In the Summertime ผลงานเพลงที่มีการบันทึกไว้เมื่อปี 1970 โดยวงในแนว Pop-Blues ที่ชื่อ Mungo Jerry จากสหราชอาณาจักรอังกฤษ     ประพันธ์เนื้อร้องและทำนองโดย Ray Dorset หัวหน้าวง ถูกนำมาเฉลิมฉลอง Summer ขึ้นถึงอันดับ 1 จากชาร์ทเพลงทั่วโลก ในอังกฤษนั้นฮิตอยู่นานถึง 7 สัปดาห์ ในคานาดาติดอันดับ 1 ถึง 2 สัปดาห์ และเป็นเพลงในอันดับ 3 ของ The Billboard Hot 100 Singles Chart ในสหรัฐอเมริกา และ เป็นอีก 1 ผลงานที่มียอดจำหน่ายสูงสุด ที่ 23 ล้านก้อปปี้ส์

Summer หรือฤดูร้อนในยุโรปเป็นฤดูเดียวที่มีแสงแดด เป็นฤดูแห่งความอบอุ่น และมีชีวิตชีวา In the Summertime จึงเป็นช่วงที่ทุกคนรอคอย คนในประเทศทางยุโรปชอบการอาบแดดให้ผิวเป็นสี Tan อาจจะเนื่องมาจากความเชื่อที่ว่าผิวสี Tan จะบ่งบอกถึงฐานะและความมีสุขภาพดี

ธรรมชาติของคนตะวันตกจะรักฤดูกาลนี้มาก  นอกจากจะมีดอกไม้ขึ้นทั่วไปหมดแล้ว ท้องฟ้าก็แจ่มใส ู้ที่รักธรรมชาติก็จะลาพักร้อนไปพักผ่อนกันในช่วงนี้   ผู้คนดูยิ้มแย้มแจ่มใส ตามชายหาดจึงคราคร่ำไปด้วยฝูงคน บ้างก็นอนอาบแดด เล่นน้ำทะเล หรือกระดานโต้คลื่น พวกเขาจะอยู่นอกบ้านกัน จนกว่าจะพลบค่ำ พระอาทิตย์ตกจึงจะกลับเข้าบ้าน

ระหว่างมิถุนายน-สิงหาคม ในช่วง 3 เดือนนี้ ทวีปยุโรปจะสว่างไสวไปด้วยแสงแดดอันอบอุ่นที่สุดในรอบปี ในแต่ละวันจะมีแดดให้เห็นจนถึง 4 ทุ่ม ทำให้ฤดูร้อนในยุโรปนั้น กลางวันจะยาวมากประมาณ 16-17 ชั่วโมง

พระอาทิตย์ขึ้นเร็วและตกช้ากว่าจะมืดจริงๆ  สี่ทุ่มครึ่ง หรือเกือบห้าทุ่ม แล้วพอ ตี่สี่ กว่า ๆ ทั้งฟ้า ก็สว่างโล่ ราวกับ เจ็ดแปดโมงเช้าบ้านเรา จึงถูกเรียกว่า Daylight hours

ด้วยสาเหตุที่แตกต่างกันมากมาย  ตั้งแต่ราว ๆ ค.ศ. 1916  จึงได้มีการตกลงกันว่า ต้องปรับเข็มนาฬิกาให้สมดุลย์กับธรรมชาติและดินฟ้าอากาศ โดยเรียกวิธีการแบบนี้ว่า Daylight Saving ซึ่งเป็นข้อกำหนดให้ปรับเวลาที่จะใช้สำหรับฤดูร้อน Summer time ให้ เร็วกว่าปกติหนึ่งชั่วโมง

Daylight saving time (DST) หรือบางครั้งเรียกว่า ช่วงเวลาฤดูร้อน หรือ Summer Time ตือ
เวลาออมแสง เป็นการร่นเวลาให้เร็วขึ้นกว่าเวลามาตรฐานหนึ่งชั่วโมง ในช่วงฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูร้อนไปจนถึงช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วง
เนื่องจากช่วงนี้ดวงอาทิตย์จะขึ้นเร็ว และตกช้านั่นเอง

การปรับเวลาขึ้นมาหนึ่งชั่วโมง หมายถึงการตื่นเช้าพร้อมกับแสงสว่างที่ส่องมาเร็วขึ้นกว่าเดิมหนึ่งชั่วโมง ปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน และมีเวลาพักผ่อนในตอนเย็นโดยที่ฟ้ายังไม่มืดเป็นกลยุทธ์ในการประหยัดพลังงานทางหนึ่ง บางประเทศในยุโรปเรียกช่วงที่มีการร่นเวลานี้ว่าเวลาฤดูร้อน Summer time

ซึ่งแต่ละประเทศก็จะมีมาตรฐานของตัวเอง
แต่สำหรับประเทศในซีกโลกเหนือเป็นเกณฑ์อยู่สองอย่าง

แบบแรก เป็นของประเทศอเมริกา เขากำหนดว่า จะเข้าสู่ช่วงการออมแสงแดดเมื่อถึงเวลา 2.00 น.(ตี2) ของวันอาทิตย์แรกในเดือนเมษายน และไปสิ้นสุดในเวลา 2.00 น.(ตี2)ของวันอาทิตย์สุดท้ายในเดือนตุลาคม

แบบที่สอง เป็นมาตรฐานของประ-เทศในกลุ่มสหภาพยุโรป ซึ่งเริ่มใช้มาตรฐานนี้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 โดยได้กำหนดว่าเวลาออมแสงแดดจะเริ่มตั้งแต่ 1.00 น.(ตี1)ของวันอาทิตย์สุดท้ายในเดือนมีนาคม ไปจนถึง 1.00 น.(ตี1) ของวันอาทิตย์สุดท้ายในเดือนตุลาคม ซึ่งในปีนี้ก็อยู่ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม - 27 ตุลาคม

หมายความว่า ขณะนี้ทั้งประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปและประเทศอเมริกา ได้เข้าสู่ช่วงเวลาออมแสงแดดเรียบร้อยแล้ว

สำหรับประเทศในซีกโลกใต้ เช่น ทวีปอเมริกาใต้ ออสเตรเลีย แอฟริกาบางส่วน ประเทศเหล่านี้มีฤดูกาลตรงข้ามกับประเทศทางซีกโลกเหนือ คือในขณะที่ประเทศซีกโลกเหนือเป็นฤดูหนาว ประเทศทางซีกโลกใต้จะเป็นฤดูร้อน พอซีกโลกเหนือเป็นฤดูร้อน ซีกโลกใต้ก็จะกลายเป็นฤดูหนาว ดังนั้น ช่วงเวลาออมแสงแดดของประเทศซีกโลกใต้ก็จะกลับกัน เช่น ประเทศบราซิลก็จะเข้าสู่เวลาออมแสงแดดในวันอาทิตย์แรกของเดือนตุลาคม และไปจบในวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์

ในเอเชียเองก็มีการใช้ DST ด้วยเหมือนกัน เช่น อิรัก เลบานอน ซีเรีย แต่ไม่ใช่ประเทศที่อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร อย่างประเทศไทยของเราและเพื่อนบ้านในอาเซียน

ดังนั้นพอถึงวัน ถึงเดือนที่กล่าวไปแล้ว ประเทศนั้นๆ ก็จะปรับเวลามาตร-ฐานของตัวเองให้เร็วขึ้น 1 ชั่วโมง และเมื่อถึงวันสิ้นสุดก็จะปรับเวลาให้ช้าลง 1 ชั่วโมง เป็นอย่างนี้ทุกปีไป ดังนั้นการมี DST ก็คือ การประหยัดพลังงานนั่นเอง


โดยทั่วไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นประเทศใด บ้านเมืองใดก็ตาม ปริมาณการใช้กระแสไฟฟ้าส่วนใหญ่สำหรับที่อยู่อาศัยทั่วไปก็จะมาจากแสงสว่าง และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ในประเทศอเมริกา ปริมาณการใช้กระแสไฟฟ้าจากส่วนนี้มีอยู่ 25 เปอร์เซ็นต์ คือการเปิดไฟ ดูทีวี ฟังวิทยุ ตลอดเวลาที่เราตื่น และจะปิดก็เมื่อเราเข้านอน

เมื่อมีการปรับเวลาให้เร็วขึ้น 1 ชั่วโมง ก็กลายเป็นว่า เราเองได้ทำให้พระอาทิตย์ตกช้าลงไป 1 ชั่วโมงด้วยเหมือนกัน  คือกลางคืนจะมาช้าไปอีก 1 ชั่วโมง การเปิดแสงไฟก็จะช้าไป 1 ชั่วโมง แต่เวลานอนยังคงเป็นเวลาเดิม ดังนั้นเราจึงมีช่วงเวลาใช้กระแสไฟน้อยลง ทำให้ประหยัดพลังงานเพิ่มขึ้น

 จากการศึกษาพบว่า การใช้เวลาออมแสงแดดจะทำให้ปริมาณการใช้ไฟฟ้ารวมของทั้งประเทศลดลงได้วันละ 1 เปอร์เซ็นต์ ถึงแม้ว่าจะดูเป็นตัวเลขเล็กน้อย แต่เมื่อลดได้วันละ1 เปอร์เซ็นต์ หลายๆ วันเข้าก็หลายเปอร์เซ็นต์

 ธรรมชาติของคนตะวันตกซึ่งจัดเป็นเมืองหนาว พวกนี้จึงชอบแสงแดด  ถ้าเป็นฤดูร้อนเขามักจะหากิจกรรมทำอยู่นอกบ้านกัน กว่าจะเข้าบ้านก็รอพระอาทิตย์ตก พอ กลับบ้านช้า ก็ไม่ต้องไปเปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่บ้านให้สิ้นเปลืองพลังงาน

จาก
แบบสำรวจของอเมริกานั้น คนส่วนใหญ่ชอบ DST นอกจากจะประหยัดพลังงานในตอนเย็น ตอนค่ำได้แล้ว ช่วงเวลาเช้าๆ ก็ใช้พลังงานลดลงด้วยเหมือนกัน 70 เปอร์เซ็นต์เขาจะตื่นนอนประมาณก่อน 7 โมงเช้าสำหรับวันทำงาน ซึ่งในฤดูร้อนที่ดวงอาทิตย์ขึ้นเร็ว คนส่วนใหญ่ก็จะตื่นนอนหลังพระอาทิตย์ขึ้น แล้วก็ไม่ต้องเปิดไฟ เพราะมันสว่างแล้ว

ส่วนฤดูอื่นๆ (ฝรั่งเขามี 4 ฤดู) ก็มีประหยัดมากบ้าง น้อยบ้าง คละกันไป ก็เหลือเพียงฤดูหนาวในช่วง 4 เดือนที่มืดมิด(เดือนพฤศจิกายน,ธันวาคม,มกราคม และกุมภาพันธ์) ที่ไม่สามารถประหยัดได้

 แนวคิดเรื่องเวลาออมแสงแดดนี่เกิดขึ้นมาจาก เบนจามิน แฟรงคลิน เมื่อ
อปี พ.ศ. 2327 เขาได้เป็นตัวแทนของสหรัฐอเมริกาไปพูดที่ปารีสเกี่ยวกับโครงการเศรษฐศาสตร์ และเริ่มจริงจังขึ้นเมื่อ วิลเลียม วิลเลตต์ ผู้รับเหมาก่อสร้างในลอนดอนได้เขียนหนังสือชื่อ “Waste of Daylight” ขึ้นในปี พ.ศ. 2450 ซึ่งเขาเสนอให้มีการปรับเวลาเร็วขึ้น 20 นาทีในทุกวันอาทิตย์ของเดือนเมษายน และปรับกลับ 4 ครั้งในวันอาทิตย์เดือนกันยายน

http://update.se-ed.com

 

Mungo Jerry - In The Summertime

Mungo Jerry - In The Summertime - 2005

Mungo Jerry In the Summertime 2008 - New Party



ไม่สงวนสิทธิ์ในการนำไปใช้ประโยชน์ทางการศึกษาแต่ขอความกรุณาอ้างอิงแหล่งที่มาตามสมควรจะขอบคุณยิ่ง


April 11,2009
 

 

กลุ่มบริหารทั่วไป     โรงเรียนศึกษานารี
176ถนนประชาธิปก เชิงสะพานพระปกเกล้า
แขวงวัดกัลยาณ์   เขตธนบุรี  กทม.10600
by wita:wita_snr@hotmail.com