กลุ่มบริหารทั่วไป โรงเรียนศึกษานารี

Donna Donna

 
  On a waggon bound for market
There`s a calf with a mournful eye.
High above him there`s a swallow,
winging swiftly through the sky.

How the winds are laughing,
they laugh with all their might.
Laugh and laugh the whole day through,
and half the summer`s night.

Donna, Donna, Donna, Donna; Donna, Donna, Donna, Don.
Donna, Donna, Donna, Donna; Donna, Donna, Donna, Don.

"Stop complaining!“ said the farmer,
Who told you a calf to be ?
Why don`t you have wings to fly with,
like the swallow so proud and free?“

+ Chorus

Calves are easily bound and slaughtered,
never knowing the reason why.
But whoever treasures freedom,
like the swallow has learned to fly.

 + Chorus
 

"

 

เรื่องราวใน เนื้อเพลงกล่าวถึงวัวตัวหนึ่งที่ถูกนำไปเชือด มันร่ำร้องหาเสรีภาพ ด้วยในชีวิตไม่เคยพบอิสระ  ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งถูกฆ่าตาย เป็นวัฏจักรชีวิต ไม่เหมือนนกที่โบยบินอยู่บนท้องฟ้า

ดั้งเดิมเป็นบทเพลงที่ใช้ประกอบละคร   ต้นฉบับจริงเขียนด้วยลายมือเป็นภาษาอาหรับพื่อใช้กับบทละคร ต่อมาพบว่าถูกนำไปเล่นในเยอรมันจึงมีการพิมพ์เป็นภาษาเยอรมันปนฮิบรู ื่อเพลงั้งเดิมคือ Dana Dana ซึ่งปกติแล้วเป็นชื่อที่ใช้นำหน้าชื่อนักบวชของชาวยิว
เพลง Dana Dana ประพันธ์โดย Aaron Zeitlin  ทำดนตรีโดย Sholom Secunda. ซึ่ง Secunda ได้เปลี่ยนเสียงร้องของต้นฉบับจาก Dana เป็น Dona, แต่ในเวอร์ชั่นนี้ยังไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร  กลางปี 1950  Arthur Kevess and Teddi Schwartz, นำมาเปลี่ยนเนื้อร้องอีกครั้งและเป็นที่แพร่หลายไปทั่วโลก จนกระทั่ง  Dana Dana ถูกนำไปบันทึกเสียงร้องหลายภาษาทั้งเยอรมัน ฝรั่งเศส ญึ่ปุ่น ฮิบรู รัสเซีย และเวียตนาม

Joan Baez  บันทึกลงแผ่นในปี 1960,ใช้ชื่อเพลงว่า Donna Donna ต่อมาเป็นผลงานของ Donovan ในปี 1965 และ  ตามด้วยผลงานของ Patty Duke ในปี 1968.  เพื่อให้ลึกซึ้งกับบทเพลง จึงขอนำท่านย้อนอดีต สร้างบรรยากาศตามเจตนารมย์ของบทเพลงเพื่อชีวิตเพลงนี้

สมัยฮิตเลอร์เรืองอำนาจ ได้โยนปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในเยอรมันขณะนั้นว่าเป็นความผิดของชาวยิว ทั้งเรื่องเศรษฐกิจตกต่ำ ไฟไหม้ รวมทั้งการที่เยอรมันแพ้สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ขบวนการทำลายล้างชนชาติยิวของพรรคนาซีในเยอรมันจึงเกิดขึ้น  ทั้ง  เด็ก ผู้หญิงและคนชรา กว่า 33,771 คน ถูกฆ่าตายในครั้งเดียว
  

มีการสร้างค่ายกักกันชาวยิวถึง 15,000 แห่ง ค่ายใหญ่ที่สุดและมีการสังหารหมู่มากที่สุดคือ  Warsaw Ghetto ถูกสร้างขึ้นในปี 1941-1942 ซึ่งสามารถจุเชลยได้ 380,000 คน แต่มีเชลยอยู่จริง มากถึง 400,000 คน ในรายงานกล่าวว่า มีนักโทษ 43,000 คนตายใน Warsaw Ghetto  เมื่อปี 1941  ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ได้ถูกนำไปแปลงเป็นบทละคร และถูกถ่ายทอดออกมาเป็นบทเพลง ซึ่งเป็นเรื่องราวของ Warsaw Ghetto จนบางประเทศต้องประกาศแบนเพลงนี้ เช่นในประเทศเกาหลีใต้

Original Yiddish
(เนื้อเพลงต้นฉบับ)

 

אויפן פירל ליגט דאָס קעלבל,
ליגט געבונדן מיט א שטריק,
הויך אין הימל פליט דאָס שװעלבל,
פרײט זיך, דרײט זיך הין און קריק.

לאכט דער װינט און קאָרן,
לאכט און לאכט און לאכט,
לאכט ער אָפּ א גאַנצן טאָג,
מיט אַ האלבער נאכט.

דאנא, דאנא, דאנא, דאנא,
דאנא, דאנא, דאנא, דאנא, דא,
דאנא, דאנא, דאנא, דאנא,
דאנא, דאנא, דאנא, דא.

שרײַט דאָס קעלבל, יאָגט דער פּויער,
װער־זשע הײסט דיך זײן א קאלב,
װאָלסט געקענט צו זײן אַ פויגל,
װאָלסט געקענט צו זײן א שװאַלב.

เนื้อเพลงโดย Secunda

 

On a wagon bound and helpless
Lies a calf, who is doomed to die.
High above him flies a swallow
Soaring gaily through the sky.

The wind laughs in the cornfield
Laughs with all his might
Laughs and laughs the whole day through
And half way through the night

Dona, dona, dona, dona,
Dona, dona, dona, do,
Dona, dona, dona, dona,
Dona, dona, dona, do.

Now the calf is softly crying
"Tell me wind, why do you laugh?"
Why can’t I fly like the swallow
Why did I have to be a calf,

Calves are born and soon are slaughtered
With no hope of being saved.
Only those with wing like swallow
Will not ever be enslaved
 

เนื้อเพลงโดย Kevess & Schwartz

 

On a wagon bound for market
There's a calf with a mournful eye.
High above him there's a swallow
Winging swiftly through the sky.

How the winds are laughing
They laugh with all their might
Laugh and laugh the whole day through
And half the summer's night.

Dona, dona, dona, dona,
Dona, dona, dona, do,
Dona, dona, dona, dona,
Dona, dona, dona, do

"Stop complaining," said the farmer,
"Who told you a calf to be?
Why don't you have wings to fly with
Like the swallow so proud and free?"

Calves are easily bound and slaughtered
Never knowing the reason why.
But whoever treasures freedom,
Like the swallow has learned to fly


      

โจน บาเอซ Joan Baez ศิลปินหญิงที่เปี่ยมไปด้วยอุดมการณ์และจิตสำนึกต่อสังคมและสิทธิของเพื่อนร่วมโลก
      
เธอเกิดที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ในครอบครัวที่มีพ่อเป็นชาวอเมริกันแมกซิกัน มีแม่เป็นชาวสก๊อต เธอย้ายตามครอบครัวไปอยู่ที่ตะวันออกกลาง ณ กรุงแบกแดด อิรัคตั้งแต่อายุเพียง 10 ขวบ และที่นี่เองที่บ่มเพาะความเข้าใจในชีวิตให้แก่ตัวเธอ...
       
เธอเรียนรู้ความทุกข์ยาก ความอดอยาก ความไม่เท่าเทียมกันในการดำรงชีวิตจากที่นี่...กระทั่งครอบครัวของเธอเดินทางกลับมาใช้ชีวิตที่อเมริกา อีกครั้งหนึ่ง จนกระทั่งในปี 1956 เธอมีโอกาสได้ฟังคำปราศรัยของมาร์ติน ลูเธอร์คิง Martin Luther King นั่นทำให้เธอศรัทธาในวิถีของผู้นำคนนี้เป็นอย่างมาก...
       
โจน บาเอซ เริ่มต้นชีวิตการร้องเพลงครั้งแรก เมื่อเธอได้เข้าไปเรียนที่มหาวิทยาลัย บอสตัน Boston University ด้วยการไปทำงานร้องเพลงในร้านกาแฟและคลับเล็กๆ กระทั่งได้เธอรับเชิญจาก Bob Gibson ให้ไปเปิดการแสดงที่งาน Newport Folk Festival ในปี 1959 เป็นครั้งแรก ครั้งนั้นทำให้เสียงร้องอันทรงพลังของเธอกลายเป็นที่ชื่นชอบของใครหลายคน
       
และส่งผลให้เธอได้มีอัลบั้มชุดแรกของตัวเองในปี 1960 และกลายเป็นศิลปินหญิงชื่อดังในบัดดล ด้วยเสียงร้องโซปราโนที่สามารถตรึงผู้ฟังได้ทุกครั้งที่เธอขึ้นเวที และในที่สุด เธอก็ค่อยๆก้าวเข้าสู่แวดวงนักเคลื่อนไหวทางการเมือง...จนกระทั่งได้กับการขนานนามว่า ราชินีเพลงประท้วง และผู้ที่ต่อสู้บนความคิดอหิงสาตลอดมา....ทุกครั้งที่เธอขับขานบทเพลง มันกลายเป็นหอกคอยทิ่มแทงผู้นำเผด็จการและบรรดาความอยุติธรรมทั้งหลายในสังคม
       
ในช่วงทศวรรษ 1960 ที่สหรัฐอเมริกามีการเหยียดผิวอย่างรุนแรง โจน บาเอซเป็นคนหนึ่งที่ร่วมเดินขบวนประท้วงต่อต้านความไม่เท่าเทียม และเรียกร้องความเสมอภาคให้แก่เพื่อนร่วมโลกทุกคน...
       
บทเพลงแห่งการปฏิวัติ (Song of Revolution) กลายเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวโจน บาเอซ เสียงร้องของเธอกลายเป็นตัวแทนความรู้สึกของผู้ฟังได้อย่างถึงอารมณ์ เธอเคยกล่าวไว้ว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับนักต่อสู้ตามแนวทางอหิงสา ก็คือ การลบล้างความคิดที่เกี่ยวกับชาติกำเนิดออกไปให้หมดสิ้นจากหัวสมอง...
       
นอกจากความเป็นศิลปินทางด้านดนตรีแล้ว โจน บาเอซ ยังเป็นนักสิทธิมนุษยชนอีกด้วย เหตุการณ์ที่ดูจะทำให้ใครหลายคนรู้จักตัวเธอมากยิ่งขึ้น น่าจะเป็นช่วงสงครามเวียดนามที่มีกลุ่มนักศึกษาอเมริกันออกมาเรียกร้องและต่อต้านการทำสงครามในครั้งนั้น รวมทั้งโจน บาเอซ ด้วย เธอออกมาเดินขบวนประท้วง รวมทั้งทำหน้าที่ส่งจดหมายไปยังบ้านต่างๆที่มีนักโทษทหารถูกจองจำอยู่ด้วย
       
 อีกสิ่งหนึ่งที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของการประท้วงประจำชาติต่อรัฐบาลอเมริกันในช่วงนั้น ที่โจนเป็นต้นคิดก็คือการไม่ยอมจ่ายภาษีให้กับรัฐ เพราะเธอประกาศว่า เงินภาษีที่จ่ายไปในช่วงนั้นเป็นการนำไปใช้สำหรับผลิตความตายให้กับประชาชนของโลก...
       
ในปี 1968 บาเอซออกหนังสือชื่อ Daybreak และกล่าวคำอุทิศให้กับ บรรดาพลเมืองชายผู้ถูกคุมขัง เนื่องมาจากการปฏิเสธหมายเกณฑ์ ด้วยความรัก ความนิยมยกย่อง และความรู้สึกกตัญญูเป็นอย่างยิ่ง...
       
เมื่อเอ่ยถึงโจน บาเอซ ก็มักจะต้องนึกถึงนักร้องคู่ขวัญอย่างบ๊อบ ไดแลน ที่ทั้งคู่เคยมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง ทั้งคู่เคยร่วมแสดงคอนเสิร์ตและร่วมประท้วงในเหตุการณ์ด้วยกัน ก่อนที่โจน บาเอซจะตัดสินใจแต่งงานกับผู้นำนักศึกษานาม เดวิด แฮร์ริส (David Harris) ทั้งคู่มีลูกชายด้วยกัน ก่อนที่ตัดสินใจแยกทางกันหลังจากนั้น...
       
ในช่วงปี 1979 โจน บาเอซ เคยทำจดหมายเปิดผนึกส่วนตัว ถึงสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ในฐานะที่เธอเป็นประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนสากล หรือ Humanities International Human Rights Committee ซึ่งถือเป็นกลุ่มเรียกร้องและต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมต่อสิทธิมนุษยชน
             
 แม้ว่าเวลาจะผ่านไปเท่าไร แต่แนวคิดและความเชื่อมั่นของผู้หญิงคนนี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลง เธอยังคงใช้ชีวิตส่วนหนึ่งไปกับงานสังคมเพื่อคนส่วนใหญ่ ขับขานบทเพลงเพื่อเรียกร้องและสื่อสาร เช่นเดิม...เพราะเธอเชื่อว่า ดนตรีก็คืออาวุธชนิดหนึ่ง ที่มีพลังและช่วยให้ความหวังของคนทั้งหลายเป็นจริงขึ้นมาได้


Joan Baez - Donna Donna - Live Paris , 1983

Donna donna - Joan Baez LIVE

WeeGee - Donna Donna

Donna Donna - Donovan

PATTY DUKE : Dona Dona 1968 

Claude François - Donna Donna

DONNA DONNA 1974 - FELICIA

Donna Donna : Chad & Jeremy

Dona Dona - Helene et Dorothee

Nehama Hendel - Dona Dona (1965)

 

ไม่สงวนสิทธิ์ในการนำไปใช้ประโยชน์ทางการศึกษาแต่ขอความกรุณาอ้างอิงแหล่งที่มาตามสมควรจะขอบคุณยิ่ง


April 9,2007

size="4" color="#0000FF"> UB40
size="4" color="#0000FF"> UB40

 

กลุ่มบริหารทั่วไป โรงเรียนศึกษานารี
176ถนนประชาธิปก เชิงสะพานพระปกเกล้า
แขวงวัดกัลยาณ์   เขตธนบุรี  กทม.10600
by wita :  wita_snr@hotmail.com
t="15">