ในการนี้จึงมีโครงการส่งเพลงนี้
ข้ามอวกาศอันไกลโพ้น
ไปที่ดาวเหนือ
(หรือ
Polaris)
ซึ่งอยู่ห่างออกไป
431
ปีแสง
คลื่นเสียงจะเคลื่อนตัวไปด้วยความเร็ว
186,000
ไมล์ต่อวินาที
และถ้ามีมนุษย์ต่างดาวอาศัยอยู่บนโพลาริส
พวกเขาก็จะได้ยินเพลงดังกล่าว
ในอีก
431
ปี
ข้างหน้า
นาซ่าจึงประกาศ
ให้วันที่
4
กุมภาพันธ์
เป็น
อครอสเดอะยูนิเวิร์สเดย์!
โดยในวันดังกล่าว
นาซ่าเชิญชวนให้แฟนเพลงของ
เดอะบีทเทิลส์
ร่วมเปิดเพลง
อครอสเดอะยูนิเวิร์ส
ในเวลาเดียวกับที่นาซ่าทำการส่งเพลงนี้ออกไปสู่อวกาศ
คือเวลา
7
p.m.
ของวันที่
4
กุมภาพันธ์
หรือประมาณ
7
โมงเช้า
ของวันที่
5
กุมภาพันธ์
ตามเวลาประเทศไทย

เพลง
Across
The
Universe
ในแบบ
MP3
จาก
Original
Version
ข้ามเอกภพ
ข้ามกาแลกซี่
ไปยัง
"ดาวเหนือ"
(Polaris)
ด้วยความเร็วเท่าแสง
แต่ด้วยความที่ดาวดวงนี้อยู่ไกลเหลือเกิน
กว่าเพลงจากการประพันธ์ของเลนนอน-แมคคานีย์
จะไปถึงดาวเหนือก็จะต้องใช้เวลาอีก
431ปี(เอง)
พอลฝากบอกนาซ่าผ่านทางมาร์ตินว่า
"ขอฝากความรักของผมไปให้มนุษย์ต่างดาวด้วยนะครับ
...............ด้วยความปรารถนาดีทั้งมวลจากพอล"

ที่มาของเพลง
"Across
the
Universe"
เป็นเพลงของ
The
Beatles
ผลิตครั้งแรกเมื่อเดือนธันวาคม
1969,
และตามมาด้วยอัลบั้ม
Let
It
Be.
ร้องนำโดย
John
Lennon
ภายใต้ชื่อลิขสิทธิ์ของ
The
Beatles
โดย
Lennon/
McCartney
คืนหนึ่งในปี
1967,
กับวลีที่ว่า
"Words
are
flowing
out
like
endless
rain
into
a
paper
cup"
หลุดมาจาก
Cynthia,
ภรรยาของ
Lennon
,ที่นอนละเมอพล่ามประโยคเหล่านี้ออกมา
จนเธอเงียบหลับไปแล้ว
แต่เขายังครุ่นคิดถึงวลีนั้นอยู่
Flowing
like
an
endless
stream"เปรียบดั่งสายฝนที่พร่างพรม"
ทำให้
Lennon
นอนไม่หลับต้องลุกลงไปชั้นล่างและแต่งมันเป็นเพลงขึ้นมา
พอแต่งเสร็จก็เข้านอนและลืมมันไป
จากเสียงที่น่ารำคาญในคืนนั้น
กลับกลายมาเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อ
เพราะเมื่อเขาตื่นมาในตอนเช้า
กระดาษที่เขาร่างเนื้อเพลงและวางทิ้งไว้ที่เปียนโนเมื่อคืน
มันกลายมาป็นบทเพลงที่คนทั้งโลกรู้จักในเวลาต่อมา
ปลายปี
1967
ต้นปี
1968
เพลงนี้ถูกนำไปบันทึกในสตูดิโอ
และเพื่อความขลังของเพลง
เขาจึงได้ใส่สร้อยที่เป็นภาษาสันสกฤตเติมลงไปในเพลงด้วย
"Jai
guru
deva
om"
to
the
piece,
โอม
เทพไททั้งมวล
Nothing's
gonna
change
my
world
ไม่มีอะไรจะมาเปลี่ยนแปลงโลกของฉันได้
"Across
the
Universe"
ออกวางจำหน่ายครั้งแรกเมื่อ
12
ธันวาคม
1969
ในอัลบั้ม
No
One's
Gonna
Change
Our
World
หลังจากเลนนอน
พยายามให้
The
Beatles
ออกเป็นซิงเกิ้ลเพลงนี้
แต่ก็ไม่เป็นผล
เพราะถูก
Paul
McCartney
ส่งเพลง
Lady
Madonna
ตัดหน้าไป
และในเวอร์ชั่น
แรกนี้
มีเสียงประสานจาก
Lizzie
Bravo
และ
Gayleen
Pease
แฟนเพลงพันธุ์แท้ที่ยืน"เฝ้า"อยู่หน้า
Abbey
road
ในขณะนั้น
และได้ถูกพอลเรียกเข้าไปร่วมอัดเสียงด้วย
หลังจากนั้น
เลนนอนก็เลยอุทิศเพลงนี้ตัดเป็นซิงเกิลลงในอัลบั้มการกุศล
World
Wildlife
Fund-No
One's
Gonna
Change
Our
World
ในเดือนธันวาคม
1969
นั้นเอง
สำหรับอัลบั้มที่
2
ของThe
Beatles
นั้นทำลงในอัลบั้ม
Let
It
Be
วางจำหน่ายเมื่อ
8
พฤษภาคม
1970