|

   
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
ทรงเป็นพระมหากษัตริย์
ที่มีพระปรีชาสามารถทางดนตรีสูงมากพระองค์หนึ่ง
และทรงสนพระทัยการดนตรี ในฐานะนักดนตรีและนักประพันธ์เพลงซึ่งพระองค์ทรงพระราชนิพนธ์เพลงไว้ถึง
46 เพลง
ได้รับความนิยมในหมู่พสกนิกรชาวไทยรวมถึงชาวต่างชาติเป็นอย่างมาก ซึ่งบทเพลงของพระองค์ท่านนั้น
ถูกนำมาบรรเลงในรูปแบบต่างๆ มากมาย
บทเพลงพระราชนิพนธ์
ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทร
มหาภูมิพลอดุลยเดช มหาราช
46
เพลงนั้น มีดังต่อไปนี้
(เรียงลำดับตามปีพุทธศักราช)
เกร็ดน่ารู้ในเรื่องพระราชอัจฉริยภาพทางด้านดนตรี
พระราชอัจฉริยภาพด้านดนตรีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ปรากฏก้องในนานาประเทศ
ขณะที่เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศสาธารณรัฐออสเตรียอย่างเป็นทางการในปีพุทธศักราช
๒๕๐๗ สถาบันการดนตรีและศิลปะแห่งกรุงเวียนนา
(Die Akademie
fur Musik und Darstellende Kunst in Wien) ได้ทูลเกล้า
ถวายตำแหน่งอันทรงเกียรติสูงส่งยิ่งนั่นคือ
สมาชิกกิตติมศักดิ์ของสถาบันอันเก่าแก่แห่งนี้
เนื่องจากพระปรีชาสามารถในการพระราชนิพนธ์ดนตรีเป็นที่ปรากฏและนิยมชื่นชมอย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชนชาวออสเตรีย
จนกระทั่งวงดุริยางค์
นีเดอร์ เออสเตอร์ไรซ์
โทนคันสท์เลอร์ (Nieder Osterreich
Tonkunstler) ได้อัญเชิญเพลงพระราชนิพนธ์ ชุด
"มโนราห์" "สายฝน" "ยามเย็น"
"มาร์ชราชนาวิกโยธิน" และ "มาร์ชราชวัลลภ"
ออกกระจายเสียงทางสถานีวิทยุของรัฐบาลถ่ายทอดไปทั่วดินแดนแห่งดนตรีคลาสสิกอันลือชื่อของทวีปยุโรป
ในปีพุทธศักราช ๒๕๐๓
เมื่อเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศสหรัฐเอมริกา
พระปรีชาสามารถด้านดนตรีแจ๊สในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ได้ปรากฏเลื่องลือไปทั่วประเทศอันเป็นศูนย์กลางดนตรีร่วมสมัยประเภทนี้ด้วย
ทรงเข้าร่วมบรรเลงดนตรีโดยมิได้เตรียมพระองค์มาก่อน
ทรงพระราชนิพนธ์ทำนองเพลงขึ้นอย่างฉับพลัน และยังทรงบรรเลงโต้ตอบกับนักดนตรีแจ๊สชาวอเมริกันอันลือนามอีกด้วย
บรรยากาศอันเป็นกันเองที่มิได้เตรียมการล่วงหน้าเช่นนี้เป็นที่นิยมยกย่องของชาวอเมิรกันเป็นอย่างยิ่ง
สถานีวิทยุเสียงแห่งอเมริกา
ได้เชิญบทที่พระราชทานสัมภาษณ์พิเศษเป็นภาษาอังกฤษ
พร้อมทั้งดนตรีที่ทรงร่วมบรรเลงออกกระจายเสียงทางสถานีวิทยุไปทั่วโลกด้วย
นับเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยในการกระชับมิตรภาพครั้งสำคัญครั้งแรกระหว่างไทยกับสหรัฐในยุคนั้น
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
สนพระราชหฤทัยดนตรีมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์
ทรงอ่านหนังสือเกี่ยวกับการดนตรีตั้งแต่ทรงศึกษาอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
ทรงได้รับการฝึกฝนตามแบบฉบับการศึกษาวิชาดนตรีอย่างแท้จริงคือการเขียนโน้ตและบรรเลงแบบคลาสสิก
มีพระอาจารย์ถวายคำแนะนำอย่างเข้มงวดนานกว่า ๒ ปี
หลังจากทรงฝึกหัดดนตรีขั้นพื้นฐานได้นานพอสมควรแล้ว
จึงเริ่มสนพระราชหฤทัยทรงดนตรีไปในแนวแจ๊ส
(Jazz)
ทรงศึกษาประวัตินักดนตรีที่มีชื่อเสียงและทรงเปรียบเทียบฝีมือการเล่นดนตรีต่าง
ๆ จากแผ่นเสียงที่บรรเลงโดยนักดนตรีเหล่านั้น
แล้วจึงทรงบรรเลงสอดแทรกพร้อมกับแผ่นเสียงของนักดนตรี
ที่มีชื่อเสียงตามสไตล์ที่โปรด เช่น สไตล์การเป่าโซปราโน
แซกโซโฟน ของซิดนี่
เบเซ่ (Sydney Bechet) ออโต
แซกโซโฟน ของจอห์นนี่
ฮอดเจส (Johny Hodges)
เปียโนและวงดนตรีของดยุค
เอลลิงตัน (Duke Ellington)
เป็นต้น
ยามที่ทรงว่างจากการศึกษาก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้บรรดานักเรียนไทยในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ไปร่วมสโมสรสังสรรค์
ณ พระตำหนักวิลล่าวัฒนา
และร่วมทรงดนตรีด้วยอย่างสำราญพระราชหฤทัย เมื่อเสด็จฯ
ประทับที่สถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงปารีสเป็นการส่วนพระองค์ก็ได้พระราชทานพระมหากรุณาธิคุณร่วมทรงดนตรีกับนักเรียนไทยที่กำลังศึกษาอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส
การที่ทรงใช้ดนตรีวงสมัครเล่นเป็นสื่อสร้างบรรยากาศและความสัมพันธ์ที่สนุกสนานและเป็นกันเองเช่นนี้
ได้กลายเป็นผลประโยชน์อเนกอนันต์ในเวลาต่อมา
คือการประสานความร่วมมือระหว่างองค์พระมหากษัตริย์กับบุคคลในวงการต่างๆ
เพื่อสร้างสรรค์งานสาธารณประโยชน์นานาประการแก่ประเทศชาติ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระปรีชาสามารถในการทรงดนตรีเป็นพิเศษ
เครื่องดนตรีที่โปรดคือ เครื่องเป่าแทบทุกชนิด เช่น
แซกโซโฟน คลาริเน็ต
และทรัมเป็ต ทั้งยังทรงกีตาร์และเปียโนได้อีกด้วย
นอกจากนี้ทรงเล่นดนตรีร่วมกับวงดนตรีได้ทุกวงทั้งไทยและต่างประเทศ
ทรงเข้าบรรเลงร่วมกับวงดนตรีนั้น ๆ ได้
ไม่ว่าวงดนตรีนั้นจะมีแนวการเล่นแบบใด
สำหรับวงดนตรีแจ๊สนั้น
ยังทรงดนตรีได้ทั้งชนิดมีโน๊ตและไม่ต้องมีโน้ต
เมื่อถึงตอนเดี่ยว (Solo)
ทรงสามารถใช้ปฏิภาณเล่นเดี่ยวได้อย่างยอดเยี่ยม
ศัพท์ทางดนตรีเรียกว่า การเดี่ยวแบบ
"Solo adlip"
ซึ่งถือว่ายาก
เพราะนักดนตรีจะต้องแต่งเนื้อหาขึ้นโดยฉับพลัน
แต่ให้อยู่ในกรอบของจังหวะและแนวเพลงนั้น
พระราชอัจฉริยภาพทางดนตรีนั้นถึงขั้นที่ทรงคลาริเน็ตและแซกโซโฟนบรรเลงได้อย่างคล่องแคล่ว
และสามารถบรรเลงโต้ตอบได้อย่างครื้นเครงกับ นักดนตรีต่าง
ๆ ที่มีชื่อเสียงของโลก เช่น เบนนี่
กู๊ดแมน (Benny Goodman) แจ๊ก
ทีการ์เด้น (Jack Teagarden)
นักตีระนาดเหล็กสากล
ไลออเนล แฮมพ์ตัน (Lionel
Hampton) นักเป่าทรัมโบน และ สแตน เก็ตส์
(Stan
getz) นักเป่าเทนเนอร์
แซกโซโฟน
เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินเยือนนครนิวยอร์คประเทศ
สหรัฐอเมริกา เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๐๓
นักดนตรีที่มีชื่อเสียงของโลกเหล่านั้นล้วนถวายการยกย่องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในฐานะที่ทรงเป็นนักดนตรีแจ๊สที่มีอัจฉริภาพสูงส่ง
ผู้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทและผู้ที่เคยได้ร่วมเล่นดนตรีกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเล่าถึงพระราชอัจฉยริภาพในการพระราชนิพนธ์เพลงว่า
ทรงแต่งเพลงได้ทุกแห่ง
บางครั้งไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องดนตรีช่วย
ครั้งหนึ่งทรงเกิดแรงบันดาลพระทัยหยิบฉวยซองจดหมายได้ก็ทรงตีเส้น
๕ เส้น แล้วทรงเขียนโน้ตทำนองเพลงขึ้นโดยฉับพลัน เช่น
"เราสู้" เป็นต้น
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงมีพระราชปรารภว่าดนตรีเป็นภาษาสากลที่สามารถขจัดอุปสรรค์ทางภาษา
วัย ขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน
เพราะภาษาดนตรีสามารถสื่อความหมายให้คนเข้าใจเป็นอย่างเดียวกันได้
ดนตรีจึงเป็นสื่อที่ทำให้เกิดความเข้าใจที่ดีต่อกันแม้ว่าเป็นคนละชาติ
คนละภาษา หรือต่างศาสนา
ด้วยเหตุนี้จึงทรงใช้ดนตรีเป็นสื่อในการเชื่อมความเข้าใจและความสัมพันธ์ทางความรู้สึกที่แน่นแฟ้นลึกซึ้งระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์และนักศึกษา
โดยที่เสด็จฯ เป็นการส่วนพระองค์ไปทรงดนตรี ณ
มหาวิทยาลัยต่าง ๆ
เพื่อเป็นโอกาสที่จะทรงมีพระราชปฏิสันถารกับบรรดานิสิตนักศึกษาอย่างใกล้ชิดและเป็นกันเอง
ในระดับชาตินั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประสบความสำเร็จในการใช้ดนตรีเป็นภาษาสากลเพื่อเสริมสร้างมิตรภาพระหว่างประเทศได้อย่างงดงาม
ดังเห็นได้จากการที่เสด็จพระราชดำเนินไปเยือนต่างประเทศ
เช่น สหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ. ๒๕๐๓
ได้เสด็จฯ ไปเสวยพระกระยาหารค่ำ ณ
วอชิงตันเพลส์
ซึ่งรัฐบาลฮาวายจัดถวาย ทางฝ่ายเจ้าภาพเมื่อได้ทราบว่า
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงมีพระปรีชาสามารถพิเศษด้านดนตรี
จึงได้กราบบังคมทูลเชิญเสด็จฯ
ให้ทรงร่วมบรรเลงดนตรีกับวงดนตรีที่จัดมาแสดงถวายหน้าพระที่นั่ง
โดยเตรียมเครื่องดนตรีคลาริเน็ตไว้ถวายให้ทรงเล่นด้วย
หลังจากที่ทรงได้รับการ "คะยั้นคะยอหนักขึ้น"
จากทั้งเจ้าภาพ นักดนตรี และผู้ร่วมงาน
พร้อมกับเสียงตรบมือไม่หยุด
จึงทรงรับเชิญขึ้นไปทรงเล่นดนตรีพระราชทาน ๒ เพลง
แม้ว่าจะมิได้เตรียมพระองค์มาก่อน
เหตุการณ์นี้เป็นที่ประทับใจแก่ผู้ร่วมงานในวันนั้นอย่างยิ่งเพราะชาวอเมริกันชอบ
"ความเป็นกันเอง" เช่นนี้มาก
และเมื่อเสด็จฯ
ต่อไปยังนครนิวยอร์ค ก็ได้เสด็จไปทรงดนตรีร่วมกับวงดนตรีของ นายเบนนี่
กู๊ดแมน (Benny Goodman)
นักดนตรีฝีมือเยี่ยมระดับโลก เมื่อคราวเสด็จฯ
เยือนประเทศฟิลิปปินส์ ในปีพุทธศักราช ๒๕๐๖
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ได้ร่วมทรงดนตรีกับสมาชิกวุฒิสถาของฟิลิปปินส์
ณ สถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงมะนิลา
พระปรีชาสามารถในครั้งนั้นสร้างความประทับใจให้กับชาวฟิลิปปินส์
เป็นการช่วยกระชับสัมพันธไมตรีกับประเทศเพื่อนบ้านให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย
ซึ่งมีชื่อว่าเป็นแหล่งกำเนิดของนักดนตรีที่สำคัญ
และคีตกวีเอกของโลก
ได้ยกย่องพระปรีชาสามารถด้านการดนตรีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยเฉพาะ
คือ เมื่อครั้งที่เสด็จฯ
เยือนประเทศสาธารณรัฐออสเตรียอย่างเป็นทางการในเดือนตุลาคม
พ.ศ. ๒๕๐๗ วงดุริยางค์ซิมโฟนี
ออเคสตร้า แห่งกรุงเวียนนาได้อัญเชิญเพลงพระราชนิพนธ์ ชุด
"มโนราห์" "สายฝน" "ยามเย็น" "มาร์ชราชนาวิกโยธิน" และ
"มาร์ชราชวัลลภ" ไปบรรเลง ณ
คอนเสิร์ทฮอลล์ กรุงเวียนนา
เมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๗
พร้อมกันนี้สถานีวิทยุกระจายเสียงของรัฐบาลออสเตรียได้ส่งกระจายเสียงเพลงและเสนอข่าวนี้ไปทั่วประเทศ
หลังจากนั้นอีก ๒ วัน คือวันที่ ๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๗
สถาบันดนตรีและศิลปะแห่งกรุงเวียนนาได้ถวายพระเกียติให้ดำรงตำแหน่งสมาชิกกิตติมศักดิ์
หมายเลขที่ ๒๑
ดังปรากฏพระปรมาภิไธยจารึกบนแผ่นหินอ่อนของสถาบันอันเก่าแก่ของยุโรปนี้
ประธานสถาบันได้กล่าวสดุดีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในฐานะที่ทรงเป็นผู้สร้างสัมพันธ์อันดียิ่งระหว่าง
ดนตรีตะวันออกกับตะวันตก
และทรงพระราชนิพนธ์เพลงด้วยพระปรีชาสามารถ
นับเป็นครั้งแรกที่พระมหากษัตริย์แห่งทวีปเอเซีย
ทรงมีบทบาทสำคัญยิ่ง ณ ศูนย์กลางแห่งการดนตรีในทวีปยุโรป
ทรงเป็นชาวเอเชียพระองค์แรกที่ทรงได้รับการถวายพระเกียรติให้ดำรงตำแหน่งสมาชิกกิตติมศักดิ์ขณะที่ทรงมีพระชนมพรรษาเพียง
๓๗ พรรษา
พสกนิกรชาวไทยทุกคนไม่เพียงแต่ชื่นชมในพระเกียรติยศทางดนตรีที่ทรงได้รับจากนานาประเทศเท่านั้น
แต่ยังภาคภูมิใจในความสำเร็จจากการเสด็จพระราชดำเนินกระชับสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศด้วย
อัครศิลปิน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราโชวาทว่า
การดนตรีเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่สามารถก่อให้เกิดความปิติ
ความสุข ความยินดี ความพอใจได้มากที่สุด
หน้าที่ของนักดนตรีนั้นคือ ทำให้ผู้ฟังเกิดความพอใจ
ความครึกครื้น ความอดทน ความขยัน
มีความเข้มแข็งและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน คือ
นอกจากจะสร้างความบันเทิงแล้ว
ควรแสดงในสิ่งที่จะเป็นไปในทางสร้างสรรค์ เช่น
ชักนำให้คนเป็นคนดีด้วย
และมีพระราชกระแสย้ำว่า
"ฉะนั้น
การดนตรีนี้จึงมีความสำคัญต่อประเทศชาติสำหรับสังคม
ถ้าทำดี ๆ
ก็จะทำให้คนมีกำลังใจที่จะปฎิบัติงานการก็เป็นหน้าที่ส่วนหนึ่งที่ให้ความบันเทิง
ทำให้คนที่กำลังท้อใจมีกำลังใจขึ้นมาได้ คือเร้าใจได้
คนกำลังไปทางหนึ่งทางที่ไม่ถูกต้อง
ก็อาจจะดึงกลับมาในทางที่ถูกต้องได้
ฉะนั้นดนตรีก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง
จึงพูดได้กับท่านทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับดนตรีในรูปการณ์ต่าง
ๆ ว่ามีความสำคัญ และต้องทำให้ถูกต้อง
ต้องทำให้ดีทั้งถูกต้องในหลักวิชาการดนตรีอย่างหนึ่งและถูกต้องตามหลักวิชาของผู้ที่มีศีลมีธรรมมีความสื่อสัตย์สุจริต
ก็จะทำให้เป็นประโยชน์อย่างมาก
เป็นประโยชน์ทั้งต่อส่วนรวมทั้งส่วนตัว
เพราะก็อย่างที่กล่าวว่า
เพลงนี้มันเกิดความปีติภายในของตัวเองได้
ความปีติในผู้อื่นได้ ก็เกิดความดีได้ความเสียก็ได้
ฉะนั้นก็ต้องมีความระมัดระวังให้ดี"
พระบรมราโชวาทดังกล่าวเป็นการส่งเสริมนักดนตรีให้ช่วยกันจรรโลงสังคมด้วยผลงานในเสียงดนตรี
สร้างสรรค์งานศิลปะให้เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติด้วย พระราชอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถด้านดนตรีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนับว่าเป็นอเนกอนันต์
ทั้งในด้านวิชาการ การดนตรี การพระราชนิพนธ์
การส่งเสริมและการอุปถัมภ์ด้านดนตรี
ทั้งนี้ด้วยทรงเข้าพระราชหฤทัยอย่างลึกซึ้งและถ่องแท้ในศาสตร์แห่งศิลปะการดนตรี
ที่สร้างความดีงามและความคิดสร้างสรรค์
อันเป็นประโยชน์นานัปประการแก่สังคมและประชาชนชาวไทยโดยส่วนรวมอย่างเต็มเปี่ยม
สมดังที่พสกนิกรชาวไทยน้อมเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญา
"อัครศิลปิน" โดยแท้.
|