"A World Without
Love"
ต้นฉบับเป็นผลงานเพลงชิ้นแรกของ
ดูโ อ ชาวอังกฤษ
Peter Asher
และ
Gordon Waller
ออกสู่ตลาดเพลงเมื่อเดือนกุมภาพันธ์
ปี 1964 ขึ้นถึงอันดับ 1
ของชาร์ตเพลงประเทศอังกฤษเมื่อเดือนเมษายนในปีนั้น
และติดอันดับสูงสุดของ
The Billboard Hot
100 ของ
สหรัฐอเมริกาในเดือนมิถุนายน
และยังติดชาร์ตเพลงของ
The Cash Box Chart in
the U.S.
ในปีเดียวกัน
เพลงนี้เป็นผลงานการประพันธ์ของ
Paul
McCartney
ร่วมกับ
John Lennon
สมาชิกของวงสี่เต่าทอง
The Beatles
ซึ่งไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆกับสตูดิโอของ
The Beatles
หากแต่เป็นสินค้านำเข้าจากญี่ปุ่น
และเป็นหนึ่งใน
500
เพลงของหอเกียรคิยศ The Rock
and Roll Hall of Fame
โดยที่
Paul
McCartney
ผู้แต่งเอง
กลับคิดว่าเพลงนี้ไม่ดีพอสำหรับวง
The Beatles
จึงยกเพลงนี้ให้
Peter
and Gordon
และพวกเขาก็ไม่เคยคิดจะนำเพลงน้ไปเล่นในนามของ
The Beatles
เลย
เมื่อเดือนสิงหาคม
2005, Peter and
Gordon
หวนกลับมาคืนเวทีดนตรีอีกครั้ง หลังจากห่างหายไปนานกว่า
30 ปี
โดยตระเวณแสดงดนตรีในรัฐ
Chicago, New
Jersey, Las Vegas
และ
"A World
Without Love"
ยังคงเป็นพลงที่ชื่นชอบของแฟนเพลงของพวกเขาอยู่เช่นเดิม

John Lennon & Paul
McCartney
เนื้อหาของเพลงเขายืนยันว่าเขาไม่แคร์ว่าสังคมจะมองว่าเขาเป็นคนยังไงที่อยู่เป็นโสดในโลกที่ไร้รัก
"A World
Without Love"
และสักวันเขาอาจจะเจอคนที่รักเขาจริงก็ได้
ลักษณะของคนโสดประเภทนี้เคยมีคนเปรียบเทียบว่ามักจะรักอิสระ
ตามหาความรักและตัวตนไปเรื่อยๆ
ไม่ชอบการผูกมัดยึดติดไม่ยอมลงเอยกับใคร
และไม่อยากผูกพัน
คนพวกนี้ถือว่าความรักกับเซ็กส์เป็นเรื่องเดียวกัน
ก็เลยค้นหาไปเรื่อยๆ
จนกว่าจะเจอกับคนที่เข้ากันได้จริงๆ
แต่คนพวกนี้คงจะลืมไปว่า
ไม่มีใครที่จะสมบูรณ์พร้อมไปซะทุกอย่าง
มัวแต่ค้นและหาไปเรื่อย ๆ
ถ้าไม่เจอก็อยู่เป็นโสดซะดีกว่า
จะว่าไปแล้ว
คนโสดพวกนี้
ก็มีความสุขดีที่จะอยู่เป็นโสด
และขอเป็นผู้เลือกไปเรื่อยๆ
คนโสด
บางครั้งถูกสังคมมองว่าเป็นคนแปลก
เหมือนคนที่กำลังทำอะไรผิด
ทั้งๆที่อาจมีเหตุผลแค่ยังไม่เจอใครที่
ใช่ สำหรับเขา
ชั่วโมงแห่งความโสด
คือช่วงเวลาแห่งการค้นพบตัวเอง
ถามตัวเองว่า
คุณรักชอบอะไร อยากทำอะไร
เป้าหมายที่แท้จริงในชีวิตที่ตั้งไว้คืออะไรบ้าง"
ฝันให้ไกล แล้วไปให้ถึง"และเมื่อถึงเวลานั้นอาจเจออะไรบางอย่างที่เซอร์ไพร้ส์ที่อาจเปลี่บยแปลงชีวิตคุณทั้งชีวิตเลยก็ได้
ใครจะรู้สิ่งที่สุดแสนวิเศษ
อย่างหนึ่งของคนโสดก็คือ
คุณมีสิทธิ์ที่จะ
ตกหลุมรัก
ได้อีกหลายๆครั้งไม่เหมือนคนมีแฟน
หากไปกิ๊กใคร รักใครเข้า
มีแต่จะถูกสังคมประนาม

| |
เมื่อปี 2553
พิพิธภัณฑ์ริบลีส์ บีลีฟอิทออร์นอท! (Ripleys Believe It or Not!) จ้าวแห่งการสร้างสถิติโลกเลื่องชื่อ ได้สร้างสีสันการท่องเที่ยวให้แก่เมืองพัทยาในงานนัดพบคนโสด ค้นหาคู่ Worlds Largest Speed Dating ต้อนรับเทศกาลวาเลนไทน์เพื่อสร้างสถิติโลกครั้งใหม่บันทึกลง Guinness World Reccord
กิจกรรมครั้งนี้มีผู้สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมงานเพื่อสร้างสถิติโลกครั้งใหม่ร่วมกับทางริบลีส์ผ่านทางเว็บไซต์กว่า 800 คน แบ่งเป็นชาย 400 คน และหญิง 418 คน โดยเปิดรับผู้สมัครจากทั่วประเทศและคัดให้เหลือเพียง 258 คน จากทั้งหมด ซึ่งมากกว่าสถิติเดิมที่ทาง Dating Cafe GmbH เมือง Hamburg ประเทศเยอรมันเคยสร้างไว้ที่ 252 คน เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2551 ถึง 6 คน

ซึ่งกิจกรรมในครั้งนี้เป็น Speed Dating ที่ใหญ่ที่สุดและใช้พื้นที่มากที่สุดในเมืองพัทยา โดยความยาวของโต๊ะที่ใช้ทำกิจกรรม Speed Dating ในครั้งนี้มีความยาวทั้งสิ้นกว่า 168 เมตร ซึ่งมีความสูงเทียบเท่าตึก 48 ชั้น สำหรับผู้สมัครเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ โดยมหกรรมนัดพบคนโสดในครั้งนี้มีผู้สมัครทั้งจากเหนือสุดและใต้สุดของประเทศ ทั้งจากเชียงราย และนราธิวาสมาเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้โดยเฉพาะ ผู้สมัครที่มีอายุสูงที่สุด มีอายุ 52 ปี และระดับการศึกษาสูงสุดอยู่ที่ระดับปริญญาโท ซึ่งเป็นสถิติที่สูงที่สุดในการสร้างสถิติโลกครั้งใหม่นี้
ผู้เข้าร่วม Speed Dating ทุกคนจะได้มีโอกาสพูดคุยกับเพศตรงข้ามในวงไม่น้อยกว่า 20 คนโดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคนต้องนั่งรวมกันอยู่ในวงสนทนาเดียวเท่านั้น และมีเวลาพูดคุยทำความรู้จักกันไม่เกิน 3 นาที โดยมี Impression Card เพื่อเก็บข้อมูลให้ทางสนุก! ไทยเมท ดำเนินการในส่วนการจับคู่ข้อมูลที่ตรงกัน และเมื่อครบกำหนดเวลา 3 นาที จะมีสัญญาณเตือนเพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมฝ่ายชายลุกเปลี่ยนที่นั่ง โดยฝ่ายหญิงจะนั่งอยู่กับที่เพื่อเตรียมตัวสนทนากับผู้มาใหม่ท่านต่อไป ซึ่งในครั้งนี้ด้วยจำนวนคนถึงระดับสถิติโลกนี้ จะใช้เวลา 7 วัน ในการประมวลผลหาคู่ที่แมทช์กัน โดยจะดำเนินการด้วยความเคารพในความเป็นส่วนตัวของผู้เข้าร่วมงานทุกท่าน เพื่อให้ข้อมูลส่วนตัวทุกอย่างของผู้สมัครและผลลัพธ์ที่ได้จะไม่ถูกเปิดเผยโดยเด็ดขาด
|
|