กลุ่มบริหารทั่วไป โรงเรียนศึกษานารี

 

     
 
White Flag
Dido

 
 

I know you think that I shouldn't still love you,
I'll tell you that.
But if I didn't say it, well I'd still have felt it
where's the sense in that?

I promise I'm not trying to make your life harder
Or return to where we were

Well I will go down with this ship
And I won't put my hands up and surrender
There will be no white flag above my door
I'm in love and always will be

I know I left too much mess and
destruction to come back again
And I caused but nothing but trouble
I understand if you can't talk to me again
And if you live by the rules of "it's over"
then I'm sure that that makes sense

Well I will go down with this ship
And I won't put my hands up and surrender
There will be no white flag above my door
I'm in love and always will be

And when we meet
Which I'm sure we will
All that was then
Will be there still
I'll let it pass
And hold my tongue
And you will think
That I've moved on....

Well I will go down with this ship
And I won't put my hands up and surrender
There will be no white flag above my door
I'm in love and always will be

Well I will go down with this ship
And I won't put my hands up and surrender
There will be no white flag above my door
I'm in love and always will be

Well I will go down with this ship
And I won't put my hands up and surrender
There will be no white flag above my door
I'm in love and always will be

WHITE FLAG 

Dm 
I know you think that I shouldn't still love you,
     Am  
I'll tell you that.
      Dm
But if I didn't say it, well I'd still have felt it
 Am 
where's the sense in that?

Bridge 
C
I promise I'm not trying to make your life harder 
      Dm                   C
Or return to where we were 

Chorus:

Bb                             F
Well I will go down with this ship
            Gm                     Dm  
And I won't put my hands up and surrender 
              Bb                      F
There will be no white flag above my door 
         C             Gm
I'm in love and always will be 


I know I left too much mess and destruction 
to come back again 
And I caused you nothing but trouble I understand 
if you can't talk to me again 

And if you live by the rules of "it's over" 
then I'm sure that that makes sense 


Chorus  

             F
And when we meet 
Which I'm sure we will 
              Am
All that was then 
Will be there still 
             Gm
I'll let it pass 
And hold my tongue
              C
And you will think 
That I've moved on.... 

Chorus x 3
 

ภาพในอดีตของกองทัพเยอรมันที่ยอมแพ้ต่อกองทัพของอเมริกา ต้องมีผู้แบกธงขาวนำหน้า

 

WHITE FLAG ธงขาว
   เพลงยอดฮิตของไดโด้ น้องๆมาทำความรู้จักกับความหมายของเพลงกันหน่อยนะคะ
 
 การยกธงขาวหมายถึงการยอมจำนน ในการรบผู้ที่ยอมแพ้จะยกธงขาวขึ้นเพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามหยุดยิง ธงขาวจึงเป็นสัญลักษณ์ของการยอมแพ้
   เพลงนี้เป็นการบอกกล่าวว่ายังไงยังไงก็ไม่มีวันยอมยกธงขาวเพราะฉันยังรักเธออยู่และจะรักตลอดไปแม้ว่าฉันจะทิ้งความยุ่งยาก “And I caused but nothing but trouble” สร้างความยับเยินให้แก่เธอไว้เพียงใดก็ตามเมื่อฉันจากเธอมาฉันเข้าใจหากเธอจะไม่พูดกับฉันอีกเมื่อเราพบกัน หากเธอคงยึดถือว่า มันจบแล้ว “It’s over”  ไว้เป็นกฎซึ่งฉันก็คิดว่ามันสมเหตุสมผล “that makes sense”สิ่งที่เคยเป็นอย่างไรในอดีตก็จะเป็นต่อไปในอนาคตด้วย “all that was there will be there still” 
    ฉันจะปล่อยให้มันผ่านไป “I will let it pass” 
    ฉันจะไม่พูดอะไรเลย “I hold my tongue”
    เธอคงจะคิดว่าฉันจากไปแล้ว “I have moved on” 
ข้อสังเกตในเรื่องภาษาอังกฤษจากเพลงนี้ นอกจากสำนวนต่างๆแล้วในเรื่องหลักภาษาก็น่าสนใจเช่นกัน เช่น
   "all that was there will be there still” ประโยคนี้ใช้กริยาแสดงเวลาของเหตุการณ์ 

 (was เป็น past simple ของ verb to be
ในขณะที่ will be เป็น future simple ของ verb to be
 ประโยคที่ว่า “And I caused but nothing but trouble”
แท้จริงควรจะเป็นการพูดว่า
   “ I caused nothing but trouble” ซึ่งแปลว่าไม่ได้ทำอะไรไปนอกจากความยุ่งยากโดยไม่ต้องใช้ but สองครั้งเป็นปฏิเสธซ้อนปฏิเสธ 
   “I will let it pass”
พึงจำไว้เสมอว่า let +object+verb infinitive เสมอ เช่น 
    let it be ช่างมันเถอะ 
    let it be me ขอให้เป็นฉันเถอะ

 พี่เอื้อง 9/1/04

 

Dido Florian Cloud de Bounevialle Armstrong

  เป็นเพลงแจ้งเกิของไดโด้นักร้องสาวชาวอังกฤษสายเลือดฝรั่งเศส-ไอริช เธอเกิดในลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อ วันที่ 25 ธันวาคม 1971 มีเชื้อสายฝรั่งเศสจากแม่และไอริชจากพ่อ  ชื่อไดโด้ของเธอเป็นชื่อของราชินีนักรบชาวอัฟริกัน พ่อ แม่ เลี้ยงไดโด้มาโดยไม่ยอมให้ดูโทรทัศน์   ทำให้ไดโด้ไม่ชอบดูโทรทัศน์มาจนทุกวันนี้ เมื่ออายุ 6 ขวบ  ไดโด้เข้าเรียนที่โรงเรียนดนตรี Guildhall School of Music ในกรุงลอนดอน ด้วยพรสวรรค์ทางดนตรีทำให้เธอเป็นอัจฉริยะตัวน้อย เพราะเธอเล่นเปียโนกับไวโอลินได้ก่อนจะอายครบ 10 ขวบ

เมื่อย่างเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น ไดโด้ก็ออกทัวร์ทั่วเกาะอังกฤษ พร้อมกับวงดนตรีคลาสสิค อายุ 16 ปี ไดโด้ ตกหลุมรักเสียงของ
อลล่า ฟิตซ์เจอรัลด์ ทำให้เธอเปลี่ยนแปลงบทบาท จากผู้ฟังเป็นนักร้องเสียเอง โดยได้ร้องกับวงดนตรีทั่วลอนดอน

Rollo Armstrong,รอลโล่น้องชายของเธอตั้งวงแด๊นซ์กับเพื่อนขึ้น ในปี 1995 ชื่อวง Faithless เธอจึงมีโอกาสไปร้องเพลงในอัลบั้มแรกของ Faithless ทำยอดขายได้สูงถึง 5 ล้านชุด

ในอัลบั้ม Faithless ชื่อชุด Sunday 8 PM  ไดโด้ร่วมร้องไว้ 2 เพลง และเพลง My Lover's Gone เป็นเพลงที่เข้าตากรรมการสังกัดแผ่นเสียงอะริสต้า ช่วงต้นปี 1997 ไดโด้จึงได้รับเชิญจากอะริสต้า ให้ไปพบไคลฟเดวิส ซึ่งเป็นคนที่เห็นแววดังของศิลปินมากมายอย่าง แจนิส โชปลิน, วิทนี่ย์ ฮิวสตัน และ Santana ในการพบกันที่โรงแรมดอร์เชสเตอร์ในกรุงลอนดอน     ไดโด้โชว์ร้องสดให้ไคลฟ์ฟังถึงกับเคลิ้มร้องคลอตามไปด้วย และแล้วไดโด้ก็ได้ทำอัลบั้มของตัวเองกับสังกัดอะริสต้า

อัลบั้ม No Angel เป็นผลงานการโปรดิวซ์ของไดโด้เอง ร่วมกับ ริค โนเวลส์, ยูธ และรอลโล่น้องชาย  No Angel เป็นงานที่สะดุดหูคนอเมริกัน และขึ้นถึง
UK top 5 ในอังกฤษ เธอเอาเพลงแบบอะคูสติกีตาร์ มารวมกับเพลงแนวฮิพฮ็อป แล้วยังมีเครื่องดนตรีอิเล็กทรอนิคส์ อย่างที่
รอลโล่น้องชายเธอชอบผสมอยู่ด้วย จึงฟังดูทันสมัย และติดหูง่าย

อย่างไรก็ดี เอกลักษณ์อันโดดเด่นของอัลบั้มชุดนี้ ทำเอาอะริสต้าลังเลอยู่ระยะหนึ่ง เพราะไม่แน่ใจว่าจะทำการตลาดไปในทิศทางไหน EP ชุด The Highbury Fields ที่ออกมาชิมลาง ได้รับความนิยมตามสถานีวิทยุในมหาวิทยาลัย ทางอะริสต้าได้หยิบเพลง Here With Me มาวางขายเป็นซิงเกิ้ลแรก และมีการประชาสัมพันธ์ด้วยมิวสิควีดิโอ ที่ใช้ทุนสร้างประมาณ 5 แสนเหรียญ
บวกกับการกระจายข่าวบอกต่อ ๆ กันไปของแฟน ๆ ว่าไดโด้ทำเพลงได้น่าสนใจ รวมทั้งตั้งทีมประชาสัมพันธ์อย่างไม่เป็นทางการขึ้น    เพื่อแพร่ข่าวในอินเตอร์เน็ตด้วย เพลง Thank You จนได้รับเลือกไปอยู่ในซาวด์แทร็คเรื่อง Sliding Doors

อัลบั้ม No Angel วางขายในอเมริกาก่อน จากนั้นเพลง Here With Me ของเธอกลายเป็นเพลงประกอบหนังชุด เรื่องดังของอเมริกา เรื่อง Roswell แม้ในช่วงแรกจะยังไม่มีใครรู้ว่า นักร้องสาวลึกลับเสียงหวานคนนี้เป็นใคร แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ซีรี่ส์เกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวที่มาอยู่บนโลกมนุษย์เรื่องนี้ ทำให้ไดโด้โด่งดังขึ้นไปอีก แต่ยังไม่ถึงขั้นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามอะริสต้า ยังคงสนับสนุนไดโด้อย่างไม่ท้อถอย เพราะได้จัดสรรเงินทุนมาให้ไดโด้ จัดคอนเสิร์ตนานปีครึ่ง ทั้งที่คอนเสิร์ตของไดโด้ที่อเมริกาช่วงแรกๆ เคยมีจำนวนผู้เข้าชมน้อยที่สุด ประมาณ 20-40 คนเท่านั้น

ความนิยมในตัวไดโด้ ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบ ๆ อัลบั้มชุดแรกของเธอ ขายเรื่อย ๆ จนได้ 250,000 ชุด การสนับสนุนจากต้นสังกัดและแฟนเพลงที่คอยติดตามเธอ ทำให้ไดโด้เป็น ศิลปินหน้าใหม่มาแรง ของ นิตยสารบิลบอร์ด

แต่แรงกระตุ้นที่ทำให้เธอดังชนิดฉุดไม่อยู่ กลับเป็นแบดบอยของวงการแร็พ ที่ชื่อ
Eminem (
เอ็มมิเน็ม ) หลังจากที่เอ็นจิเนียร์ของเอ็มมิเน็มเอาเพลง Thank You ไปให้ฟัง เอ็มมิเน็มก็ติดใจ และเอาเพลง Thank You ไปแซมเปิลในเพลง Stan โดยเอา Stan ไปรวมในอัลบั้ม The Marshall Mathers II ของเขาและตัดเพลง Stan ออกมาเป็นซิงเกิ้ล ฮิตเกร่อมือง อย่างที่รู้ ๆกัน  ไดโด้ยังร่วมแสดง ในมิวสิควิดีโอเพลง Stan และร่วมแสดงคอนเสิร์ตบนเวทีกับเอ็มมิเน็มที่อังกฤษด้วย

การผสมผสานเนื้อร้องดิบ ๆของเขากับเนื้อร้องที่หวานจริงใจของไดโด้ ได้รับคำชมจากนักวิจารณ์หลายคน รวมทั้งเคิร์ต โลเดอร์ แห่ง MTV ที่เห็นว่าจุดนี้ เป็นจุดเด่นของอัลบั้มด้วย เมื่อเพลงของไดโด้เป็นที่รู้จัก ในหมู่แฟนเพลงตลาดวงกว้าง     ยอดขายอัลบั้ม No Angel ของเธอ ก็เพิ่มขึ้นอีก 250,000 ชุด ภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน ทำให้เธอได้รับ แผ่นเสียงทองคำ ทำยอดขายได้รวม 500,000 ชุด มิวสิควีดิโอใหม่เอี่ยมของเพลง Here With Me  ก็ออกอากาศบ่อยครั้งทาง สถานี VH1

ในที่สุดต้นสังกัดของเธอก็นำอัลบั้ม No Angel ออกขายในอังกฤษบ้านเกิด และอีกหลายๆประเทศในทวีปยุโรป ไดโด้เริ่มออกทัวร์คอนเสิร์ตเป็นวงเฮดไลน์ครั้งแรกในฤดูใบไม้ผลิ ปี 2001 พร้อมกับนำซิงเกิ้ล Here With Me ออกขาย ส่วนที่ฝั่งอเมริกานั้น เธอก็มีซิงเกิ้ลเพลงที่ 3 ออกขายแล้วคือเพลง Thank You

29 พฤศจิกายน 2003 ไดโด้ เปิดตัวอัลบั้มชุดที่ 2 Life For Rent ด้วยการเปิดมินิอะคูสติคคอนเสิร์ต 4 เพลง ที่ถนนอ๊อกซ์ฟอร์ด ในลอนดอนตอน 8 โมงเช้า แล้วบินไปเล่นต่อที่ยูเนียน สแควร์ในนิวยอร์ค ประเทศอเมริกา ในวันวางแผง 29 กันยายน 2003 ด้วยเครื่องบินส่วนตัวเฉพาะกิจ มีชื่อเธอแปะอยู่บนลำเครื่อง พร้อมกับแฟนเพลง 200 คน ซิงเกิ้ลแรกจากอัลบั้ม Life For Rent คือ White Flag ออกขายวันที่ 8 กันยายน ไดโด้ เปิดใจว่าแต่งเพลงนี้ เพื่อขอโทษ บ็อบ เพจ แฟนเก่า ที่เป็นทนายแล้วเลิกกันไป   เมื่อปี 2002 ในช่วงที่เธอกำลังดังสุดขีด อัลบั้มนี้ ไดโด้ ยังคงมีรอลโล่น้องชายมาช่วยแต่งเพลงให้เหมือนเดิม แนวทางอัลบั้มชุดนี้ ไม่ได้ต่างจากชุดแรกมากนัก แต่เพิ่มรายละเอียดลงไป รวมทั้งเพิ่มแนวเพลงให้หลากหลายขึ้น แต่ก็เป็นแนวเพลงที่ ไดโด้ ชอบอยู่แล้วทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นโฟล์ค ร็อค ป๊อป แด๊นซ์ ฮิพฮ็อป ฯลฯ

ที่มา : http://www.eotoday.com

Albums เกียรติยศ

 

หลังจากอัลบั้มล่าสุดอย่าง Life For Rent สามารถคว้ารางวัลใหญ่จากเวทีคนดนตรีอย่าง บริท อวอร์ด มาครองได้สำเร็จ ชื่อเสียงของ ไดโด้ นักร้องสาวสุดดังฝั่งเกาะอังกฤษ ก็ยิ่งขจรขจายไปทั่ว ซึ่งความดีทั้งหมด ต้องยกให้กับแร็พเพอร์ปากกรรไกรอย่างนาย เอ็มมิเน็ม ผู้จุดประกายเลือกเพลงสุดเพราะอย่าง Thank You มาใส่ในตอนต้นเพลงดังอย่าง Stan ของอัลบั้ม The Marshall Mathers จนส่งผลให้ผลงานของหนูไดโด้กลายเป็นเพชรในตมที่ถูกค้นพบ
 
แต่ดูเหมือนมิตรภาพของทั้งคู่จะเริ่มแตกหักกันเสียแล้ว เมื่อนักร้องสาวคนสวยได้เปิดศึกทางกฎหมายกับแร็พเพอร์คนดัง ด้วยการเรียกร้องให้จ่ายเงินก้อนโตถึง หนึ่งล้านปอนด์ หรือราว 75 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าลิขสิทธิ์ให้เพลง Thank You ที่ถูกนำไปใส่ในเพลง Stan ด้วย


 

 

ที่มา
: http://www.mthai.com

ไม่สงวนสิทธิ์ในการนำไปใช้ประโยชน์ทางการศึกษาแต่ขอความกรุณาอ้างอิงแหล่งที่มาตามสมควรจะขอบคุณยิ่ง


June 30, 2006 

 

กลุ่มบริหารทั่วไป     โรงเรียนศึกษานารี
176ถนนประชาธิปก เชิงสะพานพระปกเกล้า
แขวงวัดกัลยาณ์   เขตธนบุรี  กทม.10600
by wita:wita_snr@hotmail.com
ml>