|

ภาพในอดีตของกองทัพเยอรมันที่ยอมแพ้ต่อกองทัพของอเมริกา
ต้องมีผู้แบกธงขาวนำหน้า
WHITE FLAG
ธงขาว
เพลงยอดฮิตของไดโด้
น้องๆมาทำความรู้จักกับความหมายของเพลงกันหน่อยนะคะ
การยกธงขาวหมายถึงการยอมจำนน
ในการรบผู้ที่ยอมแพ้จะยกธงขาวขึ้นเพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามหยุดยิง ธงขาวจึงเป็นสัญลักษณ์ของการยอมแพ้
เพลงนี้เป็นการบอกกล่าวว่ายังไงยังไงก็ไม่มีวันยอมยกธงขาวเพราะฉันยังรักเธออยู่และจะรักตลอดไปแม้ว่าฉันจะทิ้งความยุ่งยาก
And I caused
but nothing but
trouble สร้างความยับเยินให้แก่เธอไว้เพียงใดก็ตามเมื่อฉันจากเธอมาฉันเข้าใจหากเธอจะไม่พูดกับฉันอีกเมื่อเราพบกัน
หากเธอคงยึดถือว่า
มันจบแล้ว Its over
ไว้เป็นกฎซึ่งฉันก็คิดว่ามันสมเหตุสมผล
that makes
senseสิ่งที่เคยเป็นอย่างไรในอดีตก็จะเป็นต่อไปในอนาคตด้วย
all that was
there will be
there still
ฉันจะปล่อยให้มันผ่านไป
I will let
it pass
ฉันจะไม่พูดอะไรเลย
I hold my
tongue
เธอคงจะคิดว่าฉันจากไปแล้ว
I have moved
on
ข้อสังเกตในเรื่องภาษาอังกฤษจากเพลงนี้
นอกจากสำนวนต่างๆแล้วในเรื่องหลักภาษาก็น่าสนใจเช่นกัน
เช่น
"all that
was there will
be there still
ประโยคนี้ใช้กริยาแสดงเวลาของเหตุการณ์
(was
เป็น past simple
ของ verb to be
ในขณะที่ will be
เป็น future
simple ของ verb
to be
ประโยคที่ว่า
And I caused
but nothing but
trouble
แท้จริงควรจะเป็นการพูดว่า
I caused
nothing but
trouble
ซึ่งแปลว่าไม่ได้ทำอะไรไปนอกจากความยุ่งยากโดยไม่ต้องใช้
but
สองครั้งเป็นปฏิเสธซ้อนปฏิเสธ
I will
let it pass
พึงจำไว้เสมอว่า
let +object+verb
infinitive เสมอ
เช่น
let it be
ช่างมันเถอะ
let it be me
ขอให้เป็นฉันเถอะ
พี่เอื้อง 9/1/04
Dido Florian Cloud de
Bounevialle Armstrong
เป็นเพลงแจ้งเกิของไดโด้นักร้องสาวชาวอังกฤษสายเลือดฝรั่งเศส-ไอริช
เธอเกิดในลอนดอน ประเทศอังกฤษ
เมื่อ วันที่
25 ธันวาคม 1971
มีเชื้อสายฝรั่งเศสจากแม่และไอริชจากพ่อ
ชื่อไดโด้ของเธอเป็นชื่อของราชินีนักรบชาวอัฟริกัน
พ่อ แม่ เลี้ยงไดโด้มาโดยไม่ยอมให้ดูโทรทัศน์
ทำให้ไดโด้ไม่ชอบดูโทรทัศน์มาจนทุกวันนี้
เมื่ออายุ
6
ขวบ ไดโด้เข้าเรียนที่โรงเรียนดนตรี
Guildhall School of Music
ในกรุงลอนดอน
ด้วยพรสวรรค์ทางดนตรีทำให้เธอเป็นอัจฉริยะตัวน้อย
เพราะเธอเล่นเปียโนกับไวโอลินได้ก่อนจะอายุครบ
10 ขวบ
เมื่อย่างเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น
ไดโด้ก็ออกทัวร์ทั่วเกาะอังกฤษ
พร้อมกับวงดนตรีคลาสสิค อายุ
16 ปี ไดโด้
ตกหลุมรักเสียงของ
อลล่า ฟิตซ์เจอรัลด์
ทำให้เธอเปลี่ยนแปลงบทบาท
จากผู้ฟังเป็นนักร้องเสียเอง
โดยได้ร้องกับวงดนตรีทั่วลอนดอน
Rollo
Armstrong,รอลโล่น้องชายของเธอตั้งวงแด๊นซ์กับเพื่อนขึ้น
ในปี 1995 ชื่อวง
Faithless เธอจึงมีโอกาสไปร้องเพลงในอัลบั้มแรกของ
Faithless
ทำยอดขายได้สูงถึง 5 ล้านชุด
ในอัลบั้ม Faithless
ชื่อชุด Sunday 8 PM
ไดโด้ร่วมร้องไว้ 2 เพลง
และเพลง
My Lover's Gone
เป็นเพลงที่เข้าตากรรมการสังกัดแผ่นเสียงอะริสต้า
ช่วงต้นปี 1997 ไดโด้จึงได้รับเชิญจากอะริสต้า
ให้ไปพบไคลฟเดวิส
ซึ่งเป็นคนที่เห็นแววดังของศิลปินมากมายอย่าง
แจนิส โชปลิน,
วิทนี่ย์ ฮิวสตัน และ Santana
ในการพบกันที่โรงแรมดอร์เชสเตอร์ในกรุงลอนดอน
ไดโด้โชว์ร้องสดให้ไคลฟ์ฟังถึงกับเคลิ้มร้องคลอตามไปด้วย
และแล้วไดโด้ก็ได้ทำอัลบั้มของตัวเองกับสังกัดอะริสต้า
อัลบั้ม No Angel
เป็นผลงานการโปรดิวซ์ของไดโด้เอง
ร่วมกับ
ริค โนเวลส์, ยูธ และรอลโล่น้องชาย
No Angel
เป็นงานที่สะดุดหูคนอเมริกัน
และขึ้นถึง
UK top 5
ในอังกฤษ
เธอเอาเพลงแบบอะคูสติกกีตาร์
มารวมกับเพลงแนวฮิพฮ็อป
แล้วยังมีเครื่องดนตรีอิเล็กทรอนิคส์
อย่างที่รอลโล่น้องชายเธอชอบผสมอยู่ด้วย
จึงฟังดูทันสมัย
และติดหูง่าย
อย่างไรก็ดี
เอกลักษณ์อันโดดเด่นของอัลบั้มชุดนี้
ทำเอาอะริสต้าลังเลอยู่ระยะหนึ่ง
เพราะไม่แน่ใจว่าจะทำการตลาดไปในทิศทางไหน
EP ชุด The Highbury
Fields ที่ออกมาชิมลาง
ได้รับความนิยมตามสถานีวิทยุในมหาวิทยาลัย
ทางอะริสต้าได้หยิบเพลง
Here With Me
มาวางขายเป็นซิงเกิ้ลแรก
และมีการประชาสัมพันธ์ด้วยมิวสิควีดิโอ
ที่ใช้ทุนสร้างประมาณ
5 แสนเหรียญ
บวกกับการกระจายข่าวบอกต่อ ๆ
กันไปของแฟน ๆ ว่าไดโด้ทำเพลงได้น่าสนใจ
รวมทั้งตั้งทีมประชาสัมพันธ์อย่างไม่เป็นทางการขึ้น
เพื่อแพร่ข่าวในอินเตอร์เน็ตด้วย
เพลง Thank You
จนได้รับเลือกไปอยู่ในซาวด์แทร็คเรื่อง
Sliding Doors
อัลบั้ม No Angel
วางขายในอเมริกาก่อน
จากนั้นเพลง Here With Me
ของเธอกลายเป็นเพลงประกอบหนังชุด
เรื่องดังของอเมริกา เรื่อง
Roswell
แม้ในช่วงแรกจะยังไม่มีใครรู้ว่า
นักร้องสาวลึกลับเสียงหวานคนนี้เป็นใคร
แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ซีรี่ส์เกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวที่มาอยู่บนโลกมนุษย์เรื่องนี้
ทำให้ไดโด้โด่งดังขึ้นไปอีก
แต่ยังไม่ถึงขั้นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตามอะริสต้า
ยังคงสนับสนุนไดโด้อย่างไม่ท้อถอย
เพราะได้จัดสรรเงินทุนมาให้ไดโด้
จัดคอนเสิร์ตนานปีครึ่ง
ทั้งที่คอนเสิร์ตของไดโด้ที่อเมริกาช่วงแรกๆ
เคยมีจำนวนผู้เข้าชมน้อยที่สุด
ประมาณ 20-40 คนเท่านั้น
ความนิยมในตัวไดโด้
ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบ ๆ
อัลบั้มชุดแรกของเธอ
ขายเรื่อย ๆ จนได้ 250,000
ชุด
การสนับสนุนจากต้นสังกัดและแฟนเพลงที่คอยติดตามเธอ
ทำให้ไดโด้เป็น
ศิลปินหน้าใหม่มาแรง ของ
นิตยสารบิลบอร์ด
แต่แรงกระตุ้นที่ทำให้เธอดังชนิดฉุดไม่อยู่
กลับเป็นแบดบอยของวงการแร็พ
ที่ชื่อ
Eminem
(เอ็มมิเน็ม
) หลังจากที่เอ็นจิเนียร์ของเอ็มมิเน็มเอาเพลง
Thank You ไปให้ฟัง
เอ็มมิเน็มก็ติดใจ และเอาเพลง
Thank You ไปแซมเปิลในเพลง
Stan โดยเอา
Stan ไปรวมในอัลบั้ม
The Marshall Mathers II
ของเขาและตัดเพลง Stan
ออกมาเป็นซิงเกิ้ล ฮิตเกร่อเมือง
อย่างที่รู้ ๆกัน
ไดโด้ยังร่วมแสดง
ในมิวสิควิดีโอเพลง Stan
และร่วมแสดงคอนเสิร์ตบนเวทีกับเอ็มมิเน็มที่อังกฤษด้วย
การผสมผสานเนื้อร้องดิบ
ๆของเขากับเนื้อร้องที่หวานจริงใจของไดโด้
ได้รับคำชมจากนักวิจารณ์หลายคน
รวมทั้งเคิร์ต โลเดอร์
แห่ง MTV
ที่เห็นว่าจุดนี้
เป็นจุดเด่นของอัลบั้มด้วย
เมื่อเพลงของไดโด้เป็นที่รู้จัก
ในหมู่แฟนเพลงตลาดวงกว้าง
ยอดขายอัลบั้ม No Angel
ของเธอ ก็เพิ่มขึ้นอีก
250,000 ชุด
ภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน
ทำให้เธอได้รับ
แผ่นเสียงทองคำ
ทำยอดขายได้รวม 500,000
ชุด
มิวสิควีดิโอใหม่เอี่ยมของเพลง
Here With Me
ก็ออกอากาศบ่อยครั้งทาง
สถานี VH1
ในที่สุดต้นสังกัดของเธอก็นำอัลบั้ม
No Angel
ออกขายในอังกฤษบ้านเกิด
และอีกหลายๆประเทศในทวีปยุโรป
ไดโด้เริ่มออกทัวร์คอนเสิร์ตเป็นวงเฮดไลน์ครั้งแรกในฤดูใบไม้ผลิ
ปี 2001 พร้อมกับนำซิงเกิ้ล
Here With Me ออกขาย
ส่วนที่ฝั่งอเมริกานั้น
เธอก็มีซิงเกิ้ลเพลงที่ 3
ออกขายแล้วคือเพลง Thank
You
29 พฤศจิกายน 2003 ไดโด้
เปิดตัวอัลบั้มชุดที่ 2
Life For Rent
ด้วยการเปิดมินิอะคูสติคคอนเสิร์ต
4 เพลง
ที่ถนนอ๊อกซ์ฟอร์ด
ในลอนดอนตอน 8 โมงเช้า
แล้วบินไปเล่นต่อที่ยูเนียน
สแควร์ในนิวยอร์ค
ประเทศอเมริกา
ในวันวางแผง 29 กันยายน 2003
ด้วยเครื่องบินส่วนตัวเฉพาะกิจ
มีชื่อเธอแปะอยู่บนลำเครื่อง
พร้อมกับแฟนเพลง 200 คน
ซิงเกิ้ลแรกจากอัลบั้ม
Life For Rent คือ
White Flag ออกขายวันที่
8 กันยายน ไดโด้
เปิดใจว่าแต่งเพลงนี้
เพื่อขอโทษ บ็อบ เพจ
แฟนเก่า
ที่เป็นทนายแล้วเลิกกันไป
เมื่อปี 2002
ในช่วงที่เธอกำลังดังสุดขีด
อัลบั้มนี้ ไดโด้ ยังคงมีรอลโล่น้องชายมาช่วยแต่งเพลงให้เหมือนเดิม
แนวทางอัลบั้มชุดนี้
ไม่ได้ต่างจากชุดแรกมากนัก
แต่เพิ่มรายละเอียดลงไป
รวมทั้งเพิ่มแนวเพลงให้หลากหลายขึ้น
แต่ก็เป็นแนวเพลงที่ ไดโด้
ชอบอยู่แล้วทั้งนั้น
ไม่ว่าจะเป็นโฟล์ค ร็อค ป๊อป
แด๊นซ์ ฮิพฮ็อป ฯลฯ
ที่มา
:
http://www.eotoday.com
-
No Angel
-
June
1999
-
(#1 UK,
9x
Platinum;
#4 US,
4x
Platinum;
#1 AUS,
9x
Platinum)
-
Worldwide
Sales:
13.5million
-
Life For
Rent
-
September
2003
- (#1 UK,
7x
Platinum;
#4 US,
2x
Platinum;
AUS #1,
5x
Platinum)
- [Worldwide
Sales].
a :
8.5million
|