|
page1
(01 - 20)
page2
(21 - 40)
page3
(41 - 50)
page4
(51
-
60)
page5
(61
-
70)
page6
(71
- 80)
page7
(81-
90)
page8
(91-100)
page9
(101-110)
page10
(111-120)
page11
(121-130)
page12
(131-140)
page13
(141-150)
page14
(151-160)
page15
(161-170)
page16
(171-180)
page17
(181-190)
page18
(191-200)
page19
(201-210)
page20
(210-220)
page21
(221-230)
page22
(231-240)
page23
(241-250)
page24
(251-260)
page25
(261-270)
page26
(271-280)
page27
(281-290)
page28
(291-300)
page29
(301-310)
page30
(311-330)
page31
(331-350)
page32
(351-370)
page33
(371-380)
page34
(381-390)
page35
(391-400)
page36
(401-410)
page37
(411-420)
page38
(421-430)
page39
(431-440)
page40
(441-450)
page41
(451-460)
page42
(461-470)
page43
(471-480)
page44
(481-490)
page45
(491-500)
page46
(501-510)
page47
(511-520)
page48
(521-530)
page49
(531-540)
page50
(541-550)
381.Another
Day
เป็นผลงานการประพันธ์เพลงของ
Paul McCartney
เมื่อปี
1970 หลังจากยุบวง
The Beatles
ไปแล้วซึ่งเป็นช่วงที่เขาผลิตผลงานเดี่ยวเป็นชิ้นแรกในนามของ
The Apple Records label
เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี
1971 ในตอนนั้นเขามี Linda
McCartney
ผู้หญิงข้างกายของเขาเป็นผู้ทำเสียงประสานให้
และพอลยังให้เครดิตเธอเป็นผู้ร่วมประพันธ์เพลงนี้ด้วยกัน
Another Day
ฮิตทั้งในอังกฤษ และอเมริกาขึ้นถึง Top-5
ในอเมริกาและติดอันดับ 2 ในอังกฤษ
เมื่อเดือนเมษายน 1971
และจัดเป็นเพลงที่ดีที่สุดเพลงหนึ่งของเขา
พอล ได้รับตำแหน่ง "เซอร์"
จากสมเด็จพระราชินีอังกฤษเมื่อปี
2539
ปัจจุบันเป็นอภิมหาเศรษฐีอันดับต้น
ๆ ของเมืองผู้ดี
แต่ยังจะเอาดีกับการงานแต่งหนังสือเด็ก ผลงานชิ้นแรกมีชื่อว่า
High In The Clouds : An Urban Furry Tale
ของสำนักพิมพ์เพนกวิน ด้วยยอดพิมพ์ 500,000 เล่ม ใน 8
ประเทศ พอลเผยว่า
หนังสือดังกล่าวมีเนื้อหาเกี่ยวกับการผจญภัยของกระรอกกับกบ
ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนต์แอนิเมชั่น เรื่อง Tropic
Island and Hom แต่ใคร ๆบอกว่า
เขาได้พลังรักที่เกิดจากการเป็นพ่อคนอีกครั้งเมื่ออายุ 62
ปี หลังจากมีลูกไปแล้ว
4 คน ที่เกิดกับ
Linda
McCartney
ภรรยาคนแรกที่เสียชีวิตจากโรคมะเร็งทรวงอก
ส่วนภรรยาคนล่าสุดคือ
Heather
Mills
อดีตนางแบบผู้อือฉาว
องค์กรกุศลเอกชนของอังกฤษแถลงการณ์ระบุว่า
Paul
McCartneyและ
Heather Mills
McCartney ภรรยา
บริจาคเงินสมทบเข้ากองทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยคลื่นยักษ์ในมหาสมุทรอินเดีย
เป็นเงิน 1 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 76 ล้านบาท
สำหรับเหตุการณ์คลื่นยักษ์ในเอเชีย
ซึ่งก็คือคลื่นสึนามิที่เกิดในภาคใต้บ้านเราเมื่อปี 2548
นี่เอง ข่าวว่ามีชาวอังกฤษเสียชีวิต
51 ราย และสูญหายอีก 453 ราย
382.Love
งานเพลงของ John Winston Ono Lennon จอห์น เลนนอน
หนึ่งในสมาชิกวงสี่เต่าทองผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุค 60 's
ที่คนทั้งโลกรู้จัก เขาเป็นทั้งนักร้อง นักแต่งเพลง
และนักดนตรี
เลนนอนเกิดที่เมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ
ได้แต่งงานครั้งแรก กับ ซินเทีย โพวเวลล์เมื่อ 23 สิงหาคม
พ.ศ. 2505 และพบรักใหม่กับ นักร้องชาวญี่ปุ่น โยโกะ โอโนะ
ที่เดอะ อินดิก้า แกลเลอรี่ แต่งงานครั้งที่สอง
เมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2512
เนื้อเพลงของเลนนอน มักจะมีลักษณะที่เต็มไปด้วยความหวัง
สันติภาพ และความเจ็บปวด ซึ่งแสดงถึงลักษณะสังคมในช่วงนั้น
และในช่วงหนึ่งเลนนอนได้ถูกจัดเข้ากับกลุ่มนักปฏิวัติเพื่อความสงบสุข
ในปี 2513
สี่เต่าทองก็วงแตกแต่จอห์นยังคงทำงานดนตรีด้วยการออกผลงานเดี่ยว
อัลบั้ม Imagine ตามด้วย Mind Games, Rock and Roll และ
Walls and Bridge แต่ชีวิตส่วนตัวย่ำแย่ จอห์น และ โยโกะ
แยกทางกันเป็นเวลา 14 เดือน เพราะการกดดันของสาธารณชน
แต่หลังจากนั้นทั้งสองก็กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง
ในปี 2518 โยโกะก็ได้ให้กำเนิดบุตรชายแก่เขาอีกคนชื่อ “ฌอน”
จอห์นทิ้งอาชีพนักดนตรีไป 5 ปี เพื่อทำตัวเป็นพ่อบ้านที่ดี
คอยเลี้ยงดูลูกชายคนนี้ หลังจาก 5
ปีผ่านไปเขาก็หวนนึกถึงอาชีพนักดนตรีและเขาแต่งเพลงอีกครั้ง
เขาเขียนงานเพลง Double Fantasy
และบันทึกในปีเดียวกันคือปี 2523
แต่โชคร้ายก็มาเยือน เมื่อเขาถูกยิงตายที่หน้าอพาร์ตเมนต์ของตัวเองในนิวยอร์ก
ดาโกต้า, สหรัฐอเมริกา ด้วยวัย 40 ปี ที่โรงพยาบาลรูสเวลท์
เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 1980
ในขณะที่อัลบั้มของเขากำลังออกวางจำหน่าย
อัลบั้มของเขาในนาม John Lennon/Plastic Ono Band
และบรรจุเพลง LOVE รวมไว้ในอัลบั้มนี้ด้วย
383.Oh
My Love
บทเพลงจากการประพันธ์ของ
John Lennon และ Yoko Ono จากอัลบั้ม Imagine
โดยมี. George Harrison
เป็นผู้เล่นกีตาร์ให้ในเพลงนี้และอีกหลายๆเพลงในอัลบั้ม
Imagine
ออริจินอลของเพลงนี้ถูกทำเป็นเดโมไว้ตั้งแต่ปี 1968
หลังอัลบั้ม "White Album" ของเดอะ บีตเติลส์
งานเพลงของ John Winston Ono Lennon จอห์น เลนนอน
หนึ่งใน สมาชิกวงสี่เต่าทองผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุค 60 's
ที่คนทั้งโลกรู้จัก เขาเป็นทั้งนักร้อง นักแต่งเพลง
และนักดนตรี เกิดที่เมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ
แต่งงานครั้งแรก กับ ซินเทีย โพวเวลล์
เมื่อ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2505
และพบรักใหม่กับนักร้องชาวญี่ปุ่น โยโกะ โอโนะ ที่เดอะ
อินดิก้า แกลเลอรี่ จึงเกิดการแต่งงานครั้งที่สอง
เมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2512
เนื้อเพลงที่เลนนอนแต่งมักจะมีลักษณะที่เต็มไปด้วยความหวัง
สันติภาพ และความเจ็บปวด ซึ่งแสดงถึงลักษณะสังคมในช่วงนั้น
และในช่วงหนึ่งเลนนอนได้ถูกจัดเข้ากับกลุ่มนักปฏิวัติเพื่อความสงบสุข
ในปี 2513
สี่เต่าทองก็วงแตกแต่จอห์นยังคงทำงานดนตรีด้วยการออกผลงานเดี่ยว
อัลบั้ม Imagine ซึ่งมีเพลง Oh My Love
บรรจุอยู่ในอัลบั้มนี้ด้วย ตามด้วยอัลบั้ม Mind Games,
Rock and Roll และ Walls and Bridge
แต่ชีวิตส่วนตัวย่ำแย่ จอห์น และ โยโกะ
แยกทางกันเป็นเวลา 14 เดือน เพราะการกดดันของสาธารณชน
แต่หลังจากนั้นทั้งสองก็กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง
จนถึงปี 2518
โยโกะก็ได้ให้กำเนิดบุตรชายแก่เขาอีกคนชื่อ “ฌอน”
จอห์นทิ้งอาชีพนักดนตรีไป 5 ปี เพื่อทำตัวเป็นพ่อบ้านที่ดี
คอยเลี้ยงดูลูกชายคนนี้ หลังจาก 5
ปีผ่านไปเขาก็หวนนึกถึงอาชีพนักดนตรีและเขาแต่งเพลงอีกครั้ง
เขาเขียนงานเพลง Double Fantasy
และบันทึกในปีเดียวกันคือปี 2523
แต่โชคร้ายก็มาเยือน
เมื่อเขาถูกยิงที่หน้าอพาร์ตเมนต์ของตัวเองในเมืองดาโกต้า
,รัฐนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา และเสียชึวิตที่โรงพยาบาลรูสเวลท์
เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 1980 ด้วยวัย 40
ปีในขณะที่อัลบั้มของเขากำลังออกวางจำหน่าย
อัลบั้ม Imagine
ของเขาทำการบันทึกไว้เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน - 5 กรกฎาคม
2514 ออกวางจำหน่ายเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2514
ประพันธ์ในนามของ John Lennon/Yoko Ono
Band และบรรจุเพลง Oh My LOVE
ลงไว้ในอัลบั้มนี้ด้วย
384.
I (Who Have Nothing)
บางครั้งถูกเรียกว่า "I Who Have Nothing"
ต้นฉบับเพลงนี้เป็นเสียงร้องของ Ben E. King
ซึ่งออกผลงานไว้เมื่อปี 1963 ร้องโดย Joe Sentieri
ในปี 1961 เป็นเพลงอิตาเลียนชื่อเพลง
"Uno dei tanti," ตรงกับความหมายในภาษาอังกฤษว่า
"One of the Many" ( 1 ในจำนวนมากมาย )
ประพันธ์ดนตรีโดย Carlo Donida
และประพันธ์เนื้อร้องโดย Giulio "Mogol" Rapetti.
"I (Who Have Nothing)" แปลเป็นภาษาอังกฤษโดย
Jerry Leiber และ Mike Stoller. ต่อมาTom
Jones นำมาร้องใหม่ได้ขึ้นถึงอันดับ 14 ในปี 1970
และยังมีนักร้องอีกหลายคนที่นำไปร้องใหม่และได้ขึ้นอันดับของบิลบอร์ด
ชาร์ท ตัวอย่างเช่น Terry Knight and the Pack
อันดับ 46 ในปี 1966 Liquid Smoke อันดับ 82 ในปี
1970 Sylvester อันดับ 40 ในปี 1979
และ Shirley Bassey
ที่โปรดิวซ์โดย George Martin
เมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 1963 ขึ้นถึงอันดับ 6ของชาร์ทเพลงในอังกฤษ
รวมทั้งนักร้องดังของไทย นันทิดา แก้วบัวสาย
เคยนำเพลงนี้ไปใช้ร้องประกวดจนได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดนักร้องสมัครเล่นชิงแชมป์แห่งเอเชียครั้งที่สาม
ซึ่งจัดขึ้นโดยสถานีโทรทัศน์อาร์ทีวี (RTV)
ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นเอทีวี (ATV)) ที่ประเทศฮ่องกง เมื่อปี
2521 ในตอนนั้นเพลง "I Who Have Nothing"
กลายเป็นเพลงที่โด่งดังไปทั่วประเทศ
คนไทยที่ไม่ฟังเพลงสากลยังต้องได้ยินเพลงนี้เข้าหูผ่านการโหมประชาสัมพันธ์ของไทยทีวีสีช่อง
3
ซึ่งเป็นผู้จัดการประกวดคัดเลือกนักร้องสมัครเล่นของประเทศไทยเข้าไปร่วมในงาน
ที่ฮือฮาที่สุดเป็นการประกวดในรายการ American Idol
โดยผู้ที่นำเพลงนี้ไปใช้ร้องประกวดคือ แชมป์ซีซั่นที่ 6
Jordin Sparks
385.Wooden
Heart (Muss I Denn)
เพลงเอกจากหนังเพลงเรื่อง G.I. Blues
ซึ่งนำแสดงโดยตัวเขาเอง เอลวิส เพรสลีย์ เข้าฉายเมื่อปี
1960
ในยุคนั้นจัดว่าเป็นเพลงที่ได้รับความนิยมมากในประเทศอังกฤษ.
ขึ้นถึงอันดับ 1 อยู่นานถึง 6 สัปดาห์
ออกวางจำหน่ายที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ในเดือนพฤศจิกายน ปี
1964 โดยมีด้าน B-side เป็นเพลง "Blue Christmas"
"Wooden Heart"ประพันธ์โดย Fred Wise, Ben
Weisman, Kay Twomey และวงดนตรีจากเยอรมันชื่อ Bert
Kaempfert,
ดั้งเดิมเพลงนี้จัดเป็นเพลงพื้นบ้านของเยอรมัน ชื่อ"Muß
i' denn zum Städtele hinaus".
ซึ่งในเวอร์ชั่นเพลงโฟล์คนี้บันทึกเป็นแผ่นเสียงไว้ตั้งแต่ปี
1975 ในหนังเรื่อง G I Blues
เป็นผลงานแสดงชิ้นแรกหลังปลดประจำการจากกองทัพของเอลวิส
เพรสลีย์
เอลวิส รับบทเป็นทหาร G.I
มีหน้าที่หลักคือเป็นนักร้องกล่อมขวัญประจำกองทัพ
แต่เขามีความฝันว่าเมื่อหมดภาระหน้าที่รับใช้ชาติ
หลุดออกจากทหารไปได้ เขาอยากมีบาร์เล็กๆเป็นของตนเอง
จึงได้รับพนันกับเพื่อนทหารด้วยกันว่าถ้าเขาจีบนางเอกของเรื่องได้
สามารถพาไปนอนค้างคืนสำเร็จ เขาจะชนะพนัน เธอชื่อลิลลี่
เป็นนักเต้นสาวสวยซึ่งร่ำลือกันว่าจีบยาก
ถ้าเขาชนะจะได้เงินก้อนโต
ในหนังเรื่องนี้มีเพลงไพเราะอีกหลายเพลง เช่น Blue Suede
Shoes, และ Pocketful of Rainbows
Wooden Heart ร้องในขณะแสดงประกอบการเล่นหุ่นมือ
และมีนัยที่จะสื่อกับหุ่นถึงเธอว่าเห็นไหมว่าผมรักคุณ
อย่าหักอกผมนะ หัวใจผมไม่ได้ทำด้วยไม้
ไม่มีใครอยู่เบื้องหลังในการที่จะรักคุณ
มันเสมอต้นเสมอปลายมาจากใจผม
386.For
Baby (For Bobbie)
Henry John Deutschendorf, Jr.
หรือชื่อที่คนไทยรู้จักเขาดีคือ
จอห์น เดนเวอร์ เป็นลูกชายนายทหารอากาศ
โดยเอาชื่อเมืองที่อยู่บริเวณเทือกเขาร๊อคกี้ในรัฐที่เขาอาศัยอยู่
มาตั้งเป็นชื่อสำหรับใช้ในวงการเพลง
เขาเป็นทั้งนักร้อง
นักแต่งเพลง นักดนตรีโฟล์คร้อค
ชาวอเมริกัน
เป็นศิลปินอีกผู้หนึ่งที่มีผลงานเพลงยิ่งใหญ่มากในยุค
1970
ชีวิตจริงออกจะตรงข้ามกับบทเพลงที่เขาเขียน
Annie's song
เป็นเพลงที่จอห์นแต่งให้กับภรรยาของเขาในช่วงที่ใกล้จะหย่ากัน
ซึ่งเขาใช้เวลาแต่งเพียง 10
นาทีเอง แต่ขึ้นถึงอันดับ 1
ในอเมริกาเมื่อเดือนมิถุนายน ปี 1974
สองสัปดาห์
และที่อังกฤษในเดือนตุลาคมปีเดียวกันอีก 1
สัปดาห์ เพลง Take me home
Country road
ของเขาขึ้นสูงสุดอันดับ 2 ปี
1971
ในอเมริกา
บั้นปลายชีวิตของเขา อพยพกลับไปอยู่ที่บ้านไร่
ชนบทในมลรัฐเดนเว่อร์ สหรัฐอเมริกา
เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุเครื่องบินส่วนตัวตก ในปี 1997
ช่วงชีวิตที่ผ่านมาเขาทำผลงานมาแล้วกว่า
300 เพลง ครึ่งหนึ่งของเพลงเหล่านี้เขาแต่งเอง
เพลงของเขากินใจคนฟังและฮิตไปทั่วโลก
เชื่อว่าหลายคนคงมีความหลังและฝังใจกับเพลง ANNIE'S
SONG, LEAVING ON A JET PLANE และ TAKE ME HOME,
COUNTRY ROADS และเพลงนี้
ซึ่งคนไทยรู้จักกันดีในชื่อ For Baby
แต่ไม่สามารถสืบค้นได้ว่าไปเกี่ยวช้องอย่างไรกับบ้อบบี้
เนื้อหาของเพลงรักหวานแหววเพลงนี้เขาบอกว่า
เช้าวันนั้นเขาจูงมือเธอเดินเล่นในสายฝน
รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่ผ่านซ่านมา ทุกอย่างเป็นใจ
ทั้งสายลม สายฝน เสียงนกร้อง โดยมีเธอเคียงข้าง
เขาทำทุกอย่างให้เธอพอใจ เขารักเธอมากกว่าใครๆ
ทันทีที่เธอทุกข์
เขาจะรีบจูบซับน้ำตาให้
แม้ยามสุขก็พร้อมจะปันความสุขทั้งหมดที่มีให้แก่เธอ
387.Dahil
Sa 'yo
เป็นเพลงพื้นบ้านของฟิลิปปินส์
มีความหมายตรงกับภาษาองกฤษว่า
Because of You นักร้องดังๆทางยุโรปหลายคนนำมาร้องรวมทั้ง
Nat Kingcole และ
The Lettermen
เนื่องจากเป็นเพลงที่มีความไพเราะและชื่อเพลงมีความหมายดี
จนมีผู้กล่าวว่าเพลงนี้เปรียบดังเพลงประจำชาติของชาวฟิลิปปินส์ไปแล้ว
ซึ่งถ้าเป็นเพลงไทยก็อาจจะเปรียบเหมือนเพลง "ลอยกระทง"ที่ชาวต่างชาติรู้จักกันดี
เพลงนี้ได้รับการเผยแพร่หลังจากที่กองทัพอเมริกันไปตั้งฐานทัพในเอเซียและมีฐานทัพเรือใหญ่อยู่ที่ประเทศฟิลิปปินส์เมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่
2 หลังจากนั้นมา
ชาวอเมริกันกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับศึกสงครามในครั้งนั้น
ตั้งแต่หน่วยรบในสมรภูมิ
ที่ถูกสับเปลี่ยนกำลังหรือส่งมาพักผ่อนในฐานทัพที่ฟิลิปปินส์
นักร้อง
นักดนตรีและคนดังๆในวงการบันเทิงที่รัฐบาลส่งไปกล่อมขวัญทหารหาญในยุคนั้น
ผลผลิตที่เกิดตามหลังสงครามครั้งนั้น
คือหลายคนๆมีครอบครัวแต่งงานอยู่กินกับชาวฟิลิปปินส์
ทำให้ได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมท้องถิ่นของชาวตากาล้อค
ซึ่งรวมทั้งบทเพลงอันแสนไพเราะบทนี้
จนกระทั่งมีนักร้องดังๆหลายคนนำไปขับร้องในเวอร์ชั่นของตน
อย่างเช่น Nat
Kingcole ซึ่งรวมทั้ง The
Lettermen
ที่มีผลงานบันทึกการแสดงสดในกรุงมนิลา ประเทศฟิลิปปินส์
เพราะบินไปเปิดคอนเสิร์ตที่นั่นเมื่อเดือนมกราคม 2006
ที่ผ่านมานี้เอง
388.We're
All Alone
ฝนข้างนอกเริ่มตกแล้ว
ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
อย่าร้องไห้อีกเลย
ฝันของเราคงจะเป็นจริงนะ ปิดหน้าต่าง
แล้วก็ดับไฟซะ มันคงจะทำให้ดีขึ้นเอง หลับตาซะ
.ความเหงา.ก็จะหายไปกับความนึกฝันเองนะ
ยอมหลอกตัวเองไปก่อน
ปล่อยให้เป็นเรื่องของความฝัน เพียงหลับตาลง
ก็ไม่มีอะไรจะมาหยุดความฝันของเราลงได้
ยังไงๆ เราสองต่างก็ยังคิดถึงกันและกัน
เคยสักครั้งไหม ที่ท่านอินไปกับเพลง
ด้วยน้ำเสียงที่หวานปนเศร้าของคนร้อง กับดนตรีที่ไพเราะ
เสียงกีตาร์ที่โหยหวนบาดลึกไปถึงกันบึ้งของหัวใจ
ชวนให้ดื่มด่ำซึมซับกับความหมายอันลึกซึ้งของเนื้อเพลงกับบรรยากาศวันฝนตก
"We're All Alone" เพลงป้อปต้นฉบับที่
บันทึกไว้เมื่อปี 1976 โดย
Boz Scaggs,เป็นเพลงแทรคสุดท้ายของอัลบั้ม
Silk Degrees.
และเป็นเพลงที่ออกวางจำหน่ายในด้าน B-side
ของ 1977 Hit, "Lido Shuffle".
จากนั้นมามีศิลปินอีกหลายคนนำมาร้องใหม่
จนมาฮิตอีกครั้งในปี 1976
จากผลงานของ Frankie Valli
และในปีเดียวกันก็มีออกมาอีกแผ่นในแนวเพลงคันทรี่เป็นผลงานของ
La Costa
ซึ่งเป็นน้องสาวของTanya Tucker
ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดเป็นเสียงร้องของ
Rita Coolidge. จากอัลบั้ม
Anytime…Anywhere in 1977
และทำเป็นซิงเกิลออกมาในปลายปีเดียวกัน ขึ้นถึงอันดับ 7
The Billboard Hot 100,
และเป็นเพลงอันดับ 1 ในประเภทเพลงของผู้ใหญ่ Adult
Contemporary Chart, และอันดับ
68 ในชาร์ท เพลงคันทรี
389.Gotta
Go Home
กลุ่มนักร้องผิวสีจากจาไมก้าและอะบอริจิ้น ชาย
1 หญิง 3 โดยที่โปรดิวเซอร์ชาวเยอรมัน
Frank Farian เป็นผู้ก่อตั้งขึ้น
ในนาม Boney M
El Lute" / "Gotta Go Home"
แผ่นคู่ที่ออกมาในด้าน A-side
เป็นผลงานสำคัญอีกชิ้นหนึ่งของ
Boney M.
ออกวางจำหน่ายเมื่อเดือนสิงหาคม 1979
ร้อนแรงจนจนทำให้อัลบั้มที่ 4 Oceans of
Fantasy (1979)
ตามติดมาในเดือนพฤศจิกายน ปีนั้น หลังจากออกซิงเกิลไปได้ 4
เดือน ติดอันดับ 8 ของกลุ่มนักร้อง และอันดับ 1 ของซิงเกิล
ในชาร์ทเพลงของประเทศเยอรมัน ส่วนที่เกาะอังกฤษ
"Gotta Go Home"
เป็นเพลงสุดท้ายของหน้า A-side
แต่เป็นเพลงแรกของซิงเกิล
ไม่สามารถแตะอันดับใน Top 10,ได้
เพราะขึ้นสูงสุดที่อันดับ 12.เท่านั้น
เพลงดิสโก้ที่ใช้เวลา 4 นาที 22
วินาทีเพลงนี้ได้รับการโปรโมท ทางโทรทัศน์ครั้งแรกในเวอร์ชั่น
"Going Back Home".
ซึ่งหลังจากนั้นถูกนำไปริมิกซ์ใหม่มีทั้ง 4:40
, 5:04
,สุดท้ายตัดเหลือ 4:00นาที.
เนื้อหาของเพลงนี้สรุปได้ว่า พวกเขาดีใจ
ตื่นเต้นที่จะได้กลับบ้าน เขาเตรียมของเสร็จแล้ว
ทันทีที่ถึงเกาะ(จาเมก้า)
คงได้ย่ำแดด ทักทายกันอุตลุด
และเช้าวันพรุ่งนี้พวกเขาจะไปเดินเล่นกันที่ชายหาดบนพื้นทรายสีทอง
390.Paper Planes
เป็นไปแล้วที่นักร้องสาว สายเลือดทมิฬ จากศรีลังกา
นำเพลงของเธอพร้อมกับกลิ่นอายเครื่องดนตรีพื้นบ้าน
ขึ้นถึงอันดับTOP 10 ของชาร์ทเพลง
The Billboard Hot 100
ของประเทศสหรัฐอเมริกาจนสำเร็จอย่างงดงาม
กับซิงเกิลที่
3 ของ M.I.A.ซึ่งเป็นอัลบั้มที่ 2
ชื่ออัลบั้มว่ากะลา "Kala" ประพันธ์โดย เธอร่วมกับ
Diplo, Joe Strummer และ Mick Jones.
Mathangi "Maya" Arulpragasam เกิดเมื่อ 17 กรกฎาคม
1977 ชื่อบนเวทีที่ทุกคนรู้จักคือ M.I.A.
เธอมีเชื้อสายทมิฬ จากศรีลังกา ชื่อจริงของเธอคือ มาธัญกิ
มายา อรุณพระเกษม (Mathangi Maya Arulpragasam)
เป็นชาวศรีลังกา แต่ไปเกิดที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ
อายุได้แค่หกเดือนเธอต้องย้ายกลับไปบ้านเกิด
ย้ายอีกครั้งไปอยู่กรุงมาดราส ประเทศอินเดีย
แล้วย้ายกลับเข้ามาในประเทศอังกฤษ
ที่นี่เธอเริ่มเรียนรู้ภาษาอังกฤษ (ในช่วงปลายๆยุค80)
และสนใจฟังเพลงตามสถานีวิทยุเป็นอย่างมาก
มีอัลบั้มชุดแรก Arular ที่ตั้งตามชื่อคุณปู่
เมื่อปี 2005 ด้วยการผสานดนตรีฮิปฮอปกับเร็กเก้ แดนซ์ฮอลล์
อิเล็กทรอนิก และฟังก์ เปิดตัวอัลบั้มด้วยซิงเกิลแรก
Boyz ในแนวแดนซ์ฮิปฮอป
ใส่จังหวะให้เพลงโดยใช้กลองอุรุมี (Urumee หรือ
Urumi หรือ Urmi)
ซึ่งเป็นกลองทางตอนใต้ของประเทศอินเดีย
เพลงนี้ได้รับความนิยมในประเทศตานาดา ตามด้วย Jimmy
ซิงเกิลที่สองในแนวแดนซ์ดิสโก้ ที่เป็นการรีมิกซ์เพลง Jimmy
Jimmy Aaja จากภาพยนตร์อินเดียเรื่อง Disco Dancer
ปี 1982 ซึ่งเป็นเพลงที่ เอ็ม.ไอ.เอ. เคยใช้เต้นตอนเด็กๆ
ซึ่งเพลงนี้ไปดังในอังกฤษ และเป็นอัลบั้มยอดเยี่ยมประจำปี
2005 จากหลายๆสำนัก
Kala อัลบั้มชุดที่ 2
ที่ต้องการประกาศเกียรติคุณของแม่
โดยหยิบชื่อของแม่เธอมาบอกเล่าถึงพลังของความเป็นผู้หญิง
ซึ่งทักษะในการเขียนเพลงของเธอนั้น
เน้นความสนุกสนานแฝงคารมบาดสังคมและเบื้องสูง
โดยมีแนวเพลงอิเล็กทรอนิกและฮิปฮอปเป็นองค์ประกอบหลัก
และเพลงนี้ Paper Planes นำจากบางท่อนของเพลง
Straight to Hell ของวงพังก์ร็อกอังกฤษ The Clash
ที่โดดเด่นในช่วงเสียงประสาน
ซึ่งประกอบด้วยเสียงปืนและเสียงเครื่องบันทึกเงินสดที่
เอ็ม.ไอ.เอ. บอกว่าใส่ไว้ขำๆ
เพื่อเป็นการให้คำตอบของปัญหาเกี่ยวกับวีซ่า
ซึ่งเกิดขึ้นขณะที่เธอเดินทางเข้าประเทศสหรัฐอเมริกา
ขณะนี้ทะยานขึ้นติด TOP 10 ของบิลบอร์ด
ชาร์ทในสหรัฐอเมริกาประจำสัปดาห์นี้ (23 สิงหาคม 2551)
M.I.A. นั้นก็คือตัวย่อที่มาจาก Missing in
Action
(ยังมีต่อ) |