|
page1
(01 - 20)
page2
(21 - 40)
page3
(41 - 50)
page4
(51
-
60)
page5
(61
-
70)
page6
(71
- 80)
page7
(81-
90)
page8
(91-100)
page9
(101-110)
page10
(111-120)
page11
(121-130)
page12
(131-140)
page13
(141-150)
page14
(151-160)
page15
(161-170)
page16
(171-180)
page17
(181-190)
page18
(191-200)
page19
(201-210)
page20
(210-220)
page21
(221-230)
page22
(231-240)
page23
(241-250)
page24
(251-260)
page25
(261-270)
page26
(271-280)
page27
(281-290)
page28
(291-300)
page29
(301-310)
page30
(311-330)
page31
(331-350)
page32
(351-370)
page33
(371-380)
page34
(381-390)
page35
(391-400)
page36
(401-410)
page37
(411-420)
page38
(421-430)
page39
(431-440)
page40
(441-450)
page41
(451-460)
page42
(461-470)
page43
(471-480)
page44
(481-490)
page45
(491-500)
page46
(501-510)
page47
(511-520)
page48
(521-530)
page49
(531-540)
page50
(541-550))
311.Damaged
แดนิตี้ เคน
5 สาวที่ผ่านการคัดเลือกมาจากหญิงสาวมากกว่า 300
คนที่มากความสามารถที่เข้ามาประกวดโดยทีมงานจาก music
mogul และ Bad Boy Records ของราชาฮิพฮอพ
P.Diddy
หลังจบโครงการเขาเซ็นสัญญาและทำอัลบั้มให้พวกเธอทันที
ในปี 2008 มีซิงเกิ้ลแรก
Damaged ที่เป็นผลงานการประพันธ์ของ Shannon "Slam"
Lawrence, Micayle McKinney, Jeremy Reeves, Ray Romulos,
James Smith, Rose-Marie Tan, Wal, Jonathan Yip และโปรดิวซ์โดย
Stereotypes ในขณะนี้กำลังร้อนแรงพุ่งขึ้นมาติด
TOP 10 -The Billboard Hot 100
แล้ว ( 24 พฤษภาคม,
2008)
ซึ่งก่อนหน้านี้พวกเธอให้แฟนเพลงโหวตระหว่าง 2 เพลงคือ
Damaged และ Pretty Boy
ว่าเพลงไหนควรที่จะตัดมาทำเป็นซิงเกิลแรก
และนั่นคือที่มาของ Damaged
ซิงเกิลแรกของอัลบั้มที่ 2 Welcome To The
Dollhouse โดยเปิดให้
Download ได้เมื่อ
29 มกราคม 2008
312.
Take A Bow
zผลงานการประพันธ์เพลงของนักร้อง
R&B นักแต่งเพลง คนดัง Ne-Yo
งานนี้สำหรับเธอโดยเฉพาะ นับเป็นอัลบั้มที่ 3 ของ
Rihanna ที่ชื่อ Good Girl Gone Bad. มีซิงเกิลแรกที่โปรดิวซ์โดย
Stargate
"Take a Bow" เป็นเพลงป้อป และ R&B
ที่มาแรงสุดๆหลังจากเธอส่งเพลงดังๆขึ้นบิลบอร์ดไปแล้วหลายเพลง
ในอดีตที่ผ่านมาอย่างเพลง "Unfaithful", "Don't Stop the
Music" และ "Hate That I Love You",
เพลงนี้ผลิตไว้เมื่อ 14 มีนาคม 2008,
โดยกำหนดวันจำหน่ายตัวอัลบั้ม Good Girl Gone Bad,ในวันที่
17 มิถุนายน 2008 ถูกส่งขึ้น iTunes
เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2008.จากอันดับที่ 53
ในสัปดาห์ที่แล้ว ณ วันนี้พุ่งทะยานทะลุมาถึงอันดับ 1 ของ
The Billboard Hot 100
(24
พฤษภาคม2008)
313.Every
breath you take
The Police
เป็นวงร็อกที่สร้างปรากฏการณ์ให้วงการดนตรียุคต้น
80
แนวเพลงของพวกเขา แตกต่างไปจากวงร็อกอื่นๆ
Every Breath You Take
เป็นเพลงที่
Sting
เขียนขึ้นจากชีวิตคู่ที่ล่มสลายของเขากับ
Frances Tomelty อยู่ในอัลบั้ม
Synchronicity
ปี
1983
The Police
คือวงดนตรี
3
ชิ้นที่มีชื่อเสียงในทศวรรษที่
80
เล่นดนตรีในสไตล์
rock
โดยผสมผสานกับ
reggae
และ
punk
พวกเขาเริ่มต้นเมื่อเดือนมกราคมปี
1977
ในช่วงนั้นวงการดนตรีในอังกฤษกำลังนิยมดนครี
punk
Sting
ฉายแววการเป็นคนเขียนเพลงที่มีฝีไม้ลายมือทั้งในด้านภาษาที่สวยงามและคมคาย
ชื่อเสียงของ
Sting
กับอีก
2
หนุ่ม เป็น
3
ทหารเสือในนาม
The Police
ข้ามฝั่งอังกฤษไปดังทะลวงชาร์ตอเมริกาได้สำเร็จ
อัลบั้ม
Synchronicity
ในปี
1983
ก็ยังสามารถผลิตเพลงฮิตคุณภาพได้อีกหลายเพลงเช่น
Every Breath You Take
วันที่
10
มีนาคม
2003
วง
The Police
ได้รับเกียรติเข้าไปอยู่ใน
Rock and Roll Hall of Fame
และในงานประกาศเกียรติคุณนี้เอง
ทั้งสามก็ได้ขึ้นเวทีร่วมกันอีกครั้งกับเพลง
Roxanne, Message in A Bottle
และ
Every breath You take
โดยเฉพาะเพลงหลังนี้มีศิลปินดังอย่าง
Steven Tyler(Aerosmith), Gwen Stefani
และ
John Mayer
ร่วมแจมบนเวทีด้วย
หนังสือ
Rolling Stones
ได้ยกให้วง
The Police
เป็นอันดับที่
70
ของ100
อันดับศิลปินยอดเยี่ยมตลอดกาล
314. Can
You Feel the Love Tonight
เพลงจากรางวัล Academy Award หนังอนิเมทของวอลท์
ดิสนีย์เมื่อปี 1994 จากเรื่อง The Lion King,
ผลงานของ Elton John ประพันธ์เนื้อโดย Tim Rice.
ได้รับความนิยมทั้งจากเด็กๆและผู้ใหญ่ ในอังกฤษ แผ่นซิงเกิลเพลงนี้ขึ้นถึงอันดับ
14 และสูงสุดที่ อันดับ 4 ของThe
Billboard Hot 100 ในอเมริกา
งานดนตรีใน The Lion King หนังการ์ตูนที่ดีที่สุดและยิ่งใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งของวอลท์
ดิสนีย์ โดยมีทิมไรซ์ นักแต่งเพลงเป็น
1ในทีมผู้ทำเพลงทั้งสิ้น 3 คนโดยตัวทิมเองได้เลือก เอลตัน
จอห์นและฮานส์ ซิมเมอร์มาเป็นผู้ร่วมทำเนื้อเพลง
ทำนองและการเรียบเรียงดนตรี
โดยที่เพลงก็ยังคงมีเอกลักษณ์ของดีสนีย์คือสามารถเป็นตัวเล่าเรื่องได้พร้อมๆกัน
ส่วนสำคัญที่ถือได้ว่างานดนตรีThe Lion King
เป็นอีกงานที่มีความไพเราะข้อหนึ่งก็คือ การได้ตัวเอลตัน
จอห์น
นักร้องที่มีคุณภาพและโด่งดังไปทั่วโลกมาเป็นผู้ขับร้องเพลงประกอบในหนัง
ถึง 3 เพลง รวมทั้งเพลงนี้ด้วย Can You Feel The Love
Tonight
315.Emotion
ต้นตำรับเพลงนี้เป็นซิงเกิลของSamantha
Sang
นักร้องเพลงป้อป สาวชาวออสเตรเลียเมื่อปี 1978
แต่งโดยสมาชิกวงดังจากเกาะอังกฤษ
Barry & Robin Gibb แห่งThe
Bee Gees ขึ้นถึงอันดับ 3 ของ
The Billboard Hot 100 ในปี
1978.
และในปีนั้นเองเพลงนี้ถูกนำไปประกอบในหนังเรื่องThe
Stud (1978) นำแสดงโดย Joan
Collins
ศิลปิน 3 สาว R&B ชาวอเมริกัน
Beyoncé
Knowles,
Kelly Rowland
และ
Michelle Williams.
เป็นวงหญิงที่ครองอันดับ 1 ของโลก
เพลงของพวกเธอมียอดขายกว่า 50 ล้านอัลบั้ม
เป็นเจ้าของรางวัลเกียรติยศทั้ง
Grammy awards American Music Awards ,
MTV Awards และอื่นๆอีกมากมาย
แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ที่พวกเธอประกาศแยกวงอย่างเป็นทางการไปแล้ว
เมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2005
ครั้งที่ไปเปิดการแสดงในเมืองบาเซโลนา ประเทศสเปน
"Emotion" ในเวอร์ชั่นของ
Destiny's Child อัลบั้ม
"Drawn" ในปี 2001มีจังหวะที่ช้ากว่าของ
Samantha Sang
และนำกลับมาทำอีกครั้งใน Survivor
อัลบั้มที่3 ของพวกเธอ ขึ้นถึงอันดับ 65
ของ The Billboard Hot 100
เมื่อ 29 กันยายน 2001
ไต่ขึ้นไปถึงอันดับ 7 ในสัปดาห์ที่ 10.
เป็นเพลงที่ถูกเปิดกระหึ่มทุกคลื่นวิทยุในช่วงนั้น
316.Secret
Love
Secret Love ประพันธ์ไว้เมื่อปี
1953 ดนตรีโดย Sammy Fain
และเนื้อร้องโดย Paul Francis
Webster.จากหนังเรื่อง
Calamity Jane นำแสดงโดย
Doris Day.ซึ่งได้รางวัล
Academy Award for Best Original Song.
บันทึกเสียงร้องโดย Doris Day
ขายดีจนได้รางวัล The best-selling
record of the song, ขึ้นถึงอันดับ
1 ทั้งชาร์ทเพลงของ the
Billboard และ Cash Box
charts เมื่อปี 1954.
บันทึกแผ่นเสียงไว้เมื่อ 5 สิงหาคม1953.
โดย Columbia Records
Secret Love หรือ "รักที่ซ่อนเร้น"
ซึ่งเป็นเพลงรางวัลออสการ์ปี
1953 ากหนังเรื่อง CALAMITY JANE
ที่เธอ
เล่นบทบาทเป็นเคาเกิร์ลที่แก่นแก้ว พูดจาโผงผางจนหนุ่มที่เธอชอบไม่สนใจเพราะการแต่งตัวของเธอไม่ดึงดูดตา
จนกระทั่งวันหนึ่งเธอนึกได้ว่าความแก่นแก้วของเธอ
มันมีผลที่เกือบทำให้ชายที่เธอแอบหลงรักนั้นกำลังจะจากไป
เธอจึงสลัดคราบในชุดเคาเกิร์ลทิ้งไป
หลังจากเธอร้องเพลงนี้...Secret
Love รักที่ซ่อนเร้น
317.Three
coins in the fountain
"Three Coins in the Fountain"
เพลงดังในอดีตที่ได้รางวัล
Academy Award for Best Original Song
ในปี 1954.
ประพันธ์ดนตรีโดย
Jule Styne,และประพันธ์เนื้อร้องโดย
Sammy Cahn.
ซึ่งทำขึ้นมาสำหรับประกอบหนังเรื่อง
Three Coins in the Fountain
ชื่อของหนัง"Three Coins in the Fountain"
สร้างตามชื่อเพลงที่ฮิตสุดๆในยุคนั้น เพลงนี้ได้รางวัลออสการ์ประเภทเพลงประกอบหนังยอดเยี่ยมในปี
1954
ที่มาของ
3 เหรียญในน้ำพุนั้นเป็นเรื่องราวของ
3 สาวชาวอเมริกันที่ไปเป็นลูกจ้างของสถานทูตสหรัฐในกรุงโรมและไปทำการเสี่ยงดวง
โดยผู้จะทำการเสี่ยงต้องโยนลงในบ่อน้ำพุ
Trevi Fountain
ในกรุงโรม ประเทศอิตาลี
ว่ากันว่าใครโยนลงจะสมหวัง
แม้แต่ในปัจจุบันนักท่องเที่ยวทุกคนถ้ามีโอกาสไปถึงกรุงโรมมักจะต้องแวะมาเสี่ยงทายที่น้ำพุเทรวี
ตามความเชื่อที่ว่า ถ้าใครมาถึงที่นี่และอยากจะกลับมาอีก
ให้หันหลังโยนเหรียญให้ลงไปในน้ำพุ
เสียงเพลงในหนังนั้นเป็นผลงานของวงดนตรี The
Four Aces,
ขึ้นถึงอันดับ 1
ชาร์ทเพลงในปี 1954. และ
Frank Sinatra
นำมาร้องในปี 1964
ขึ้นอันดับ 1 ในชาร์ทเพลงประเทศอังกฤษ
ถึง 3 สัปดาห์
จากนั้นมามีนักร้องดังๆหลายคนนำมาร้องอย่างต่อเนื่อง
318.
The Boxer
ผลงานเพลงจากอัลบั้ม Bridge over Troubled Water
ของ Simon and Garfunkel
ออกวางจำหน่ายเมื่อเดือนเมษายน ปี
1969 ตัดเป็นซิงเกิลออกมาขึ้นสูงสุดในอันดับที่
7 ของอเมริกาและอันดับที่ 10 ในอังกฤษ
"The Boxer" เป็นบัลลาดโฟล์คที่ประพันธ์โดย
Paul Simon ในปี 1968
ตามติดอันดับ 1 "Mrs. Robinson"ของเขาเอง
โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับนักมวยจนๆคนหนึ่งที่เล่าถึงการต่อสู้ของชีวิตจากเด็กกระจอกๆที่ไม่มีเรื่องเล่าถึงบ่อยนัก
ต้องยืนหยัดอดทนหาเลี้ยงปากท้อง
ยอมจากบ้านจากครอบครัวมาหางานทำในเมืองหลวง
แต่ก็หาคนจ้างไม่ได้
มีแต่โสเภณี เท่านั้นที่คุยด้วย
วันเวลาเปลี่ยนไป
เมื่อเขาแก่ตัวลง..แต่ยังคงอ่อนต่อโลกเหมือนเดิม
ฤดูหนาวในนิวยอร์ค
ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกรู้สา
อยากกลับบ้านแล้ว พากลับบ้านด้วยเถอะ
นักมวยผู้ยืนหยัด นักสู้ผู้ยิ่งยง
นวมชกมวยคือสิ่งย้ำเตือนความจำ
319.
El Condor Pasa(If
I Could)
เพลงนี้ประพันธ์โดย Jorge
Milchberg and Daniel Alomia Robles
เมื่อปี 1913
เดิมเป็นภาษาเปรู แต่ในเวอร์ชั่นที่แปลอังกฤษเป็นฝีมือของ
Paul Simon เมื่อปี 1970
ชื่อดั้งเดิมภาษาเปรูของเพลงนี้คือ
"El Condor Pasa"
เป็นเพลงพื้นเมืองของชนแถบเทือกเขาแอนตีสในอเมริกาใต้
ถูกนำมาทำลงในอัลบั้ม
"Bridge over Troubled Water" ของ
Simon & Garfunkel
ภายใต้ธุรกิจของ Paul Simon Music
เมื่อปี 1970 โดยใช้ชื่อ
El Condor Pasa, (If
I Could )
Paul Simon
ยังยึดทำนองของเดิมแค่นำมาปรับปรุงใหม่ หลังจากนั้นไม่นาน
Perry Como นำเอาเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษของ
Simon ไปทำลงอัลบั้ม
It's Impossible
ของเขาเองขึ้นถึงอันดับ UK Top 20
ของประเทศอังกฤษ
เนื้อหาของเพลงนี้เขาเปรียบเปรยว่าถ้าเขาเป็นได้
เขาอยากเป็นอย่างนั้นมากกว่าเป็นอย่างนี้
ซึ่งเป็นสไตล์ของเพลงเพื่อชีวิตที่ต่อต้านสังคมเมือง
ตามความหมายของเพลงต้นตำหรับ
"มันเกิดอะไรขึ้นกับเจ้าแร้งยักษ์"
Condor
หมายถึงนกขนาดยักษ์ตระกูลแร้ง 2 ชนิดใหม่ของโลก
คือแร้งภูเขาและแร้งเมือง
Pasa
เป็นศัพท์แสลงหมายถึงการเกิดเหตุการณ์
320. Still
in love
with you
Sherbet วงร้อคแบนด์จากประเทศออสเตรเลียประสบความสำเร็จในผลงานเพลงเมื่อยุค
70. เพลงที่ยิงใหญ่ที่คนไทยส่วนใหญ่รู้จักพวกเขาจากเพลง "Howzat"
ผลงานเมื่อปี 1976 ขึ้นถึงอันดับ 1 ในออสเตรเลีย อันดับ 4
ในอังกฤษ
แต่ในอเมริกาพวกเขาไม่ประสบความสำเร็จนักได้แค่อันดับ 61
พวกเขาเป็นออสเตรเลียวงแรกที่จำหน่ายแผ่นได้มากกว่า 1
ล้านแผ่น
และเป็นวงแรกที่เป็นผู้บุกเบิกการออกทัวร์คอนเสิร์ตเมื่อปี
1976 หนังสือ"Sherbet On Tour",ยังสามารถจำหน่ายได้กว่า
55,000 เล่มภายในสัปดาห์แรกที่วางจำหน่าย
วงร้อคจากซิดนีย์ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี 1969 โดยมือกีตาร์
Daryl
Brathwaite ซึ่งได้รวมวงกับเพื่อน ๆออกซิงเกิลแรกโดยนำเอาผลงานของวง
Badfinger; มา Cover
ใหม่ภายใต้ชื่อวงว่า Sherbet ร้องโดย Dennis
Laughlin.
จากนั้นมาพวกเขามีแฟนคลับมากมายหลายรุ่นตั้งแต่ยุค
70 's มาจนถึงวัยรุ่นบางกลุ่มในปัจจุบัน
ที่ชนะใจคนไทยด้วยเพลงบัลลาดแบบบาดใจสุดๆ อย่าง Still
In Love With You,
เนื้อหาของเพลงนี้เขาเล่าถึงตัวเขาที่ยังมั่นคงในความรักที่มีต่อเธอ
เธอจากเขาไปโดยไม่ได้พูดอะไรสักคำ
ตั้งแต่นั้นมาชีวิตเขาเหมือนคนเลื่อนลอย อนาคตยังมืดมน
ไม่มีใครมาแทนที่เธอได้ จวบจนบัดนี้
I'm Still In Love With You,
เขาก็ยังคงรักเธออยู่
321. I'll
never dance again
คนที่เขารักมากที่กำลังเต้นรำอยู่บนฟลอร์
ทั้งๆที่เธอเคยสัญญากับเขาไว้แล้วว่าจะไม่เต้นรำกับใครอื่น
แม้เขาจะพยายามทำว่าไม่แคร์เธอก็ตาม
แต่ก็ไม่สามารถหลอกตัวเองได้
หัวใจเขาแทบแตกสลายเมื่อเห็นเธอแนบแอบอิงซบอกคนอื่นบนฟลอร์เต้นรำ
มันบาดตาบาดใจเขา "ฉันจะไม่ขอเต้นรำอีกต่อไป"
I'll never dance
again
ประพันธ์เนื้อร้องและทำนองโดย
Barry Mann and Mike Anthony
ต้นฉบับโดย Bobby Rydell
ในเวอร์ชั่นจังหวะแทงโก้
ขึ้นถึงอันดับ 14 ของอังกฤษเมื่อปี 1962 และกลับมาดังอีกครั้ง
เมื่อ
Herman's Hermits
บันทึกลงอัลบั้มออนทัวร์เมื่อครั้งออกทัวร์คอนเสิร์ต
สำหรับเพลงนี้คนไทยยุค 70
อาจจะคุ้นหูกับเวอร์ชั่นของวงดังจากฮ่องกงที่ได้รับความนิยมแบบสุดๆในมืองไทยThe
Wynners ที่บันทึกไว้ในปี
1974 และย้ำความจำอีกครั้งในปี 2539 เมื่อจอนนี่ อันวา
และหลุยส์ สก๊อต รวมตัวเป็นวงดูโอใช้ชื่อว่า
Raptor ร้องเพลงในแนวป็อป,
แดนซ์ ซึ่งเป็นนักร้องวัยรุ่นและเป็นลูกครึ่ง
เป็นที่นิยมอย่างมากในยุคทศวรรษ 90 (ยุค Boy Band)นำมาทำลงในอัลบั้ม
Dayshock
322. The
Killing Moon
The Killing Moon
เป็นเพลงจากอัลบั้ม
Ocean Rain.
ออกวางจำหน่ายในปี 1984 โดย
Echo & the Bunnymen โพสต์พั้งค์จากอังกฤษ
พวกเขารวมวงกันที่ลิเวอร์พูล ในปี 1978
ต้นฉบับเป็นเสียงร้องของ
Ian McCulloch
ขึ้นถึงอันดับ 9 ของชาร์ทเพลงในอังกฤษ
และยังถูกนำไปใฃ้ประกอบในภาพยนตร์อีกหลายเรื่อง
ที่มาของเพลงนี้เกิดขึ้นในเช้าวันหนึ่งเมื่อ Ian
McCulloch
ตื่นขึ้นมากับวลีที่ผุดขึ้นมาในใจ "fate up
against your will"
เขาจึงเขียนออกมาเป็นเพลง ณ ที่นั้นเอง .
เขาเคยให้สัมภาษณ์ลงในหนังสือฉบับหนึ่งว่า
เพลงนี้เป็นเรื่องราวของพระจันทร์พิฆาต"A moon
with a machine gun"
ซึ่งเนื้อหาของเพลงจันทร์พิฆาตนี้ เธอเล่าว่าใต้แสงจันทร์วันบลูมูนในค่ำคืนนั้น
เธอถูกเขากระทำ จะร้องขอ หรือจะบ่ายเบี่ยงก็ช้าไปแล้ว
.......เลยต้อง........"เลยตามเลย"
ซึ่งโดยปกติแล้วปรากฏการณ์พระจันทร์เต็มดวงจะเกิดให้เห็น
ได้ถึง 2 ครั้งในรอบ 1 เดือน แต่ทว่าฟูลมูนครั้งหลังของเดือน
ไม่ใช่การเต็มดวงธรรมดา เพราะนั่นคือปรากฎการณ์
พระจันทร์สีน้ำเงิน หรือที่เรียกกันว่า บลูมูน
เป็นคืนที่ใครๆ เฝ้าฝันถึง
โดยเฉพาะชาวยุโรปถือว่าเป็นคืนที่โรแมนติคที่สุดคืนหนึ่ง
แต่ต้องรอปรากฎการณ์นี้ 3 ปี ครั้ง และบลูมูน
พระจันทร์สีน้ำเงิน เป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นจริง
323.The
Day You Went Away
"สงสัยจังว่าจะเป็นไปได้มั้ย
เมื่อตอนที่ฉันฝันถึงคุณ คุณก็กำลังฝันถึงฉันอยู่เช่นกัน
จะว่าฉันคลั่งหรือตาบอดก็ยอม การที่ยังคงเจ็บปวดอยู่อย่างนี้มันดูโง่จัง
ฉันยังคงร้องไห้ตั้งแต่วันนั้น วันที่คุณจากไป
ยังจำวันและเวลานั้นได้ดี
วันอาทิตย์ที่ 22 กันยายน
เวลา 9.25 น.
ที่หน้าประตูกับคู่กรณีของคุณ อยากบอกกับคุณว่าฉันคิดถึงคุณมาก
ฉันยังคงร้องไห้ตั้งแต่วันนั้น....
The day you went away
วันที่คุณจากไป"
เพลงเศร้าๆของ
M2M
นักร้องคู่แนวเพลงป๊อปจากนอร์เวย์
Marion Ravn
และ
Marit Elizabeth
Larsen
เป็นผลงานเมื่อปี 2000
The day you went away
อัลบั้ม
Shades Of Purple
324. Nothing's
gonna change my love for you
" ถ้าหากฉันต้องมีชีวิตโดยปราศจากเธออยู่ข้างกายแล้วล่ะก็
ทุกๆ วันคงจะมีแต่ความว่างเปล่า ทุกค่ำคืนก็ดูจะยาวนาน
ฉันอาจจะเคยมีความรักมาก่อน
แต่กลับไม่เคยรู้สึกมั่นใจในรักมากมายเท่านี้
โปรดจับมือฉันและกอดฉันเอาไว้
ฉันไม่ต้องการจะอยู่โดยปราศจากเธอ
*ไม่มีสิ่งใดมาเปลี่ยนความรักของฉันที่มีต่อเธอได้
"
Nothing's Gonna Change My Love For
You ตันฉบับดั้งเดิมร้องโดย George Benson
ในอัลบั้ม ปี
1984 เขาเกิดเมื่อวันที่
22 มีนาคม 1943 ที่พิตสเบอร์ก เพนซิลวาเนีย
เป็นทั้งนักร้องเพลงแจส ชื่อก้องโลกชาวอเมริกัน
และเป็นมือกีตาร์แจสที่ทุกคนรู้จักตั้งแต่อายุ 21
หลังจากได้บันทึกแผ่น
แต่อย่างไรก็ตาม ใครๆรู้จักเขาทั้งกลุ่มที่ชื่นชอบเพลงป้อป
ทั้งแฟนเพลง R&B เพลงดังๆของเขามีหลายเพลงรวมทั้งเพลงนี้
Nothing's
gonna change my love for you
"ไม่มีสิ่งใด
ที่จะเปลี่ยนแปลงความรักของฉันที่มีต่อเธอได้"
เพลงนี้ขึ้นสู่อันดับ 1 ของประเทศอังกฤษ
นานติดต่อกัน 4 สัปดาห์ เมื่อวันที่ 9 -30 กรกฎาคม 2531
ต่อมามี
Glenn Medeiros
นักร้องชาวฮาวายเอี้ยน
นำมาร้องใหม่ ประสบความสำเร็จมากในปี 1987- 1988.
325.R asputin
การเขียน ประวัติศาสตร์ แทบจะทุกชาติทุกภาษา
นอกจากจะจารึกคุณความดีของบรรดาวีรบุรุษวีรสตรีแล้ว
ย่อมมีการจารึกความเลวร้ายของบุคคลประเภทที่เป็นผู้ร้ายอยู่ด้วย
และบ่อยครั้งผู้ถูกจารึกความเลวนั้น
กลับเป็นคนชาติเดียวกันที่ถูกจารึกในฐาน ทรราชย์ ผู้ทรยศ
หรืออะไรต่างๆ ตามแต่เหตุการณ์
แต่บ่อยครั้งก็เกิดคำถามขึ้นมาว่า
ผู้ที่เป็นวีรบุรุษวีรสตรีหรือผู้ร้ายเหล่านี้
มีแต่ด้านดีหรือด้านร้ายเพียงด้านเดียวละหรือ
บ่อยครั้งที่ประวัติศาสตร์ถูกเขียนโดยผู้ชนะ
ย่อมยกย่องคนที่ตนพอใจ และป้ายความผิดให้กับฝ่ายตรงข้าม
จนลืมที่จะกล่าวถึงด้านเสียของคนที่ตนยกย่อง
และด้านดีของคนที่ตนประณาม
กรณี ประวัติศาสตร์รัสเซีย สมัย สงครามโลกครั้งที่ 1 และ
การปฏิวัติบอลเชวิค นั้น นอกจาก ซาร์นิโคลัส ที่ 2
และพระราชวงศ์โรมานอฟ
จะกลายเป็นความล้มเหลวและสาเหตุของการขึ้นสู่อำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์แล้ว
บุรุษผู้มีนามว่า "รัสปูติน" (Grigori Yefimovich
Rasputin หรือ Grigori Yefimovich Novyh)
ได้กลายเป็นผู้ร้ายตลอดกาลสำหรับ ประวัติศาสตร์รัสเซีย
ช่วงนี้ไปด้วย
.
เนื้อหาของเพลงนี้ วงบอนนี่ เอ็ม กลุ่มนักดนตรีดิสโก้
นำเรื่องราวในประวัติศาสตร์ของรัสเซียมาตีแผ่เป็นบทเพลง
เป็นซิงเกิลที่ 2 ของอัลบั้ม Nightflight
to Venus. ออกวางจำหน่ายเมื่อปี 1978
Grigori Yefimovich Rasputin ชาวรัสเซีย(1869-1916)
เกิดในครอบครัวเกษตรกรบ้านนอกของไซบีเรีย รัสปูตินมีความกระหายที่จะเป็นแบบเกษตรกรผู้ที่ทำงานหนัก
ดื่มเหล้าจัด และเสเพลเรื่องผู้หญิง
ขนาดอวัยวะเพศใหญ่ผิดมนุษย์ของเขาเป็นที่ชื่นชอบของเด็กสาวๆ
ในหมู่บ้าน
ในปี
พ.ศ. 2448 รัสปูตินได้เข้ามาตั้งมั่นอยู่ในเมืองเซนต์ปีเตอร์เบอร์ก
ซึ่งเป็นเมืองหลวงในขณะนั้น รัสปูตินได้บรรเทาอาการโรคโลหิตไหลไม่หยุด
( ฮีโมฟีเลีย ) ของเจ้าชาย
อเล็กซิสได้ จนเป็นที่ชื่นชมเป็นอันมากของพระเจ้าซาร์ นิโคลัสที่
2 และซารีน่า อเล็กซานดร้า ผู้เป็นพระราชมารดา รัสปูตินอาศัยอิทธิพลของซารีน่าแผ่อิทธิพลและสร้างเรื่องอื้อฉาวทางกามารมณ์จนเป็นที่กล่าวขวัญในเมืองหลวง
ในปีพ.ศ. 2457
พวกชนชั้นสูงที่มีความคิดแบบจารีตนิยมได้ร่วมมือกันลอบฆ่ารัสปูติน
โดยการเชิญรัสปูตินมาเลี้ยงอาหารในตอนเที่ยงคืน
และได้ใส่ยาพิษลงในขนมเค้กและเหล้าองุ่น เจ้าชายเฟล็กซ์
ยูสซูปอฟ ( เป็นเกย์ )
หนึ่งในฆาตกรก็ฉวยโอกาสนั้นหาประโยชน์ทางกามารมณ์ที่ตนชอบทันที
แล้วยิงซ้ำ 4 นัด รัสปูตินล้มลงแต่ยังไม่ตาย
ฆาตกรอีกคนหนึ่งจึงใช้มีดเฉือนอวัยวะเพศของรัสปูติน
แล้วโยนไปอีกด้านหนึ่งของห้อง หลังจากนั้นจึงมีการทุบตีรัสปูตินซ้ำลงไป
แล้วจับมัดแล้วโยนลงแม่น้ำเนวาอันเยือกเย็น ทำให้รัสปูตินจมน้ำตายไปในที่สุด
326.Run
To Me (Oscar
De La Hoya)
ออสการ์ เดอ ลา โฮย่า ปัจจุบันปี 2551 อายุ 34 ปี
ดีกรีอดีตนักชกเหรียญทองโอลิมปิกเกมส์ของสหรัฐปี 1992
ชกมวยอาชีพมาทั้งหมด 42 ครั้ง ชนะ 38 แพ้ 4
ชนะแบบน็อกเอ้าท์ 30 ครั้ง
สามารถคว้าแชมป์โลกมาครองครบทุกรุ่นที่เคยต่อย รวมทั้งหมด
6 รุ่น
ล่าสุดเมื่อ 6 พฤษภาคม 2551
ที่สังเวียน เอ็มจีเอ็ม แกรนด์ ลาสเวกัส
ประเทศสหรัฐอเมริกา
เขาขึ้นชกป้องกันแชมป์ซุปเปอร์เวลเตอร์เวท ของสภามวยโลก
(WBC) กับราชาน้อคเอาต์ "พริตตี้บอย" ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์
จูเนียร์ ผู้ซึ่งไม่เคยแพ้ใคร และชนะน้อคมาแล้ว 24 ครั้ง
ทั้งยังเคยอาจหาญท้าชกกับ BIG SHOW
สุดยอดนักมวยปล้ำร่างยักษ์ จาก WWE
ที่น้ำหนักมากกว่าหลายเท่าและยังเอาชนะน้อคมาแล้ว
ผลครั้งนี้ผู้ท้าชิงชาวอเมริกัน ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์
จูเนียร์ ชนะอย่างไม่เป็นเอกฉันท์ แย่งเข็มขัดแชมป์โลกรุ่น
ซุปเปอร์เวลเตอร์เวท ของสภามวยโลก (WBC) ไปจากเขาจนได้
ส่งผลให้ เมย์เวทเธอร์ ทำสถิติชนะรวด 38 ครั้ง
คว้าแชมป์โลกมาครองเป็นรุ่นที่ 5
ช่วงสมัยรุ่งเรืองในอดีต ออสการ์ เดอ ลา โฮยา
นับได้ว่าเป็นซูเปอร์สตาร์อันดับหนึ่งของวงการมวยโลก
กล้าชกกับยอดมวยโลกในรุ่นเดียวหรือใกล้เคียงกันทุกคน
เป็นที่สนใจของทั้งแฟนมวยและไม่ใช่แฟนมวย
ด้วยหน้าตา
บุคลิกที่หล่อเหลาคล้ายดาราภาพยนตร์ผิดกับภาพลักษณ์ของนักมวยทั่วไป
จึงทำให้ ออสการ์ เดอ ลา โฮยา มีโอกาส
ออกอัลบั้มเพลงของตัวเอง 1 อัลบั้มในชื่อเดียวกับตัวในปี
พ.ศ.2543 มีเพลงฮิต คือ " Run to Me "
ซึ่งเป็นเพลงเก่าของบีจีส์มาร้องเป็นเพลงเอกในอัลบั้ม
และอัลบั้มชุดนี้ยังมีชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่ในปีนั้นอีกด้วย
อนึ่ง ชื่อ Oscar De La Hoya ซึ่งมีความหมายว่า "
เพชร "นั้น แท้ที่จริงแล้วการออกเสียงที่ถูกนั้น
ต้องออกว่า " เด ลา โฮยา " หรือ " เด ลา ฮอยยา "
ซึ่งเป็นสำเนียงสเปน
327.Have you ever seen the
rain?
Creedence Clearwater Revival
หรือชื่อย่อ CCR เดิมใช้ชื่อวง The Blue Velvets
ตั้งแต่ทศวรรษ 1950 ต่อมาเปลี่ยนชื่อวงเป็น The Visions
และ The Golliwogs
ผลงานของวงในช่วงนี้ไม่ประสบความสำเร็จนัก จนมาถึงปี พ.ศ.
2510 จึงเปลี่ยนมาเป็น Creedence Clearwater
Revival
Creedence มาจากชื่อ ครีเดนซ์ นูบอล เพื่อนของทอม,
Clearwater มีความหมายถึง การรักษาสิ่งแวดล้อม
Revival หมายถึงการประกาศเจตนารมย์ของพวกเขา
ในช่วงระหว่าง ปี 1967 -1974 C.C.R.
ส่งเพลงถล่มชาร์จบิลบอร์ดหลายเพลง
โดยมี John Forgerty ร้องนำ
และเล่นลีดกีต้าร์ อีกทั้งเป็นผู้เเต่ง
เพลงหลักให้กับทางวง
เกือบทุกเพลงของเขามักจะโดนใจคนฟังเสมอ
ทั้งๆที่เพลงของเขาไม่เน้นเรื่องรักๆใคร่ๆ แต่ตรงกันข้าม
John Forgerty
มักจะเเต่งเพลงเกี่ยวกับชีวิตของชนชั้นกลางเเละชนชั้นล่าง
ที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศเสียมากกว่า
โดยมีวิธีคิดเเบบคนหนุ่มสาวในยุคนั้น ที่เป็นยุคเเสวงหา
เป็นวงร้อคเพื่อชีวิตแห่งอเมริกา
เพลงส่วนใหญ่มักมีเนื้อหาที่ต่อต้านความไม่ถูกต้องในสังคมมาโดยตลอด
เพลง
Lodi
เกี่ยวกับการเเสวงหาตัวตน
,Proud
Mary
เกี่ยวกับ
การล่องลำน้ำ
มิสซิสซิปปี้
ด้วยเรือ
สตรีม
โบ๊ท
Travelling
band
เกี่ยวกับชีวิตนักดนตรีที่ต้องร่อนเร่ไปเล่นตามที่ต่างๆ
,Bad
Moon
Rising
เกี่ยวกับความน่ากลัวในสังคม,เเละ
พวกเขาต่อต้านสงครามด้วยเพลง
Who'll
stop the
rain
|
รวมทั้งเพลงนี้ Have
You Ever Seen The Rain?
วางจำหน่ายในปี
1971 เป็นที่นิยมมากในเมืองไทย
ถูกแต่งขึ้นมาในช่วงที่ทหารอเมริกันโดนเกณฑ์เข้าไปรบในสมรภูมิเวียตนาม
เพลงนี้ในเวบบอร์ดของฝรั่งหลายๆแห่งยังให้ความเห็นแตกต่างกัน
เมื่อมีคนตั้งคำถามถึงความหมายของชื่อเพลง
ซึ่งสรุปความเห็นของฝรั่งได้ 3 กรณีคือ
กรณีแรกวงกำลังจะแตกในขณะที่กำลังได้รับความนิยมจากแฟนเพลงเป็นเพราะพี่ชายคนโตของจอห์นคือทอมกำลังจะแยกตัวออกไป
กรณีที่ 2
หมายถึงความโศกเศร้าจากภาวะสงครามเวียตนาม
ฝนในความหมายของเพลงคือห่ากระสุนที่ถูกยิงลงมาจากเครื่องบิน
และกรณีสุดท้ายเกี่ยวข้องกับสารเสพติด
328.
I will survive
เวอร์ชั่นอีสาน
น.ส.สายสุนีย์
สุขกฤต" หรือ "แป๋ว"
เจ้าของรางวัลนักร้องดีเด่นแห่งประเทศไทย
ในการประกวดนิสสัน อวอร์ด เมื่อปี 2536
สร้างเซอร์ไพร้ส์ให้ผู้ชมจนเรียกเสียงเกรียวกราวสนั่นเวที
Karaoke World Cham pionship 2005
ที่ฟินแลนด์
ด้วยพลังเสียงที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจ
นำความเป็นไทยผสานสากลได้อย่างกลมกลืน
สำหรับตารางการแข่งขัน 3 วันนั้น
วันแรกเป็นรอบเปิดตัวโดยให้แต่ละชาติแสดงเอกลักษณ์ความเป็นชาติของตัวเองได้เต็มที่
จากนั้นจึงเข้าสู่การแข่งขันชนิดเข้มข้นแบบแพ้คัดออกโดยมี
I will survive เวอร์ชั่น อีสาน เป็นอีก 1
บทเพลงที่ถูกเธอเลือกไปใช้ในการประกวดครั้งนั้น
ต้นฉบับเพลงนี้เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในต่างประเทศ
Gloria Gaynor
ผู้ครองใจชาวสีม่วง
จนมีผู้รับรองให้เพลงนี้เป็นเพลงชาติเกย์ไปแล้ว
และจากการประกวดในครั้งนั้นเธอนำความภาคภูมิใจกลับมาให้คนไทยได้ชื่นชมกับตำแหน่งรองแชมป์ประกวดร้องเพลงคาราโอเกะโลก
329.Scarlet
Ribbons
เนื้อหาของเพลงเป็นนิทานเกี่ยวกับเด็กผ้หญิงที่กำลังสวดมนต์ก่อนเข้านอน
เธออ้อนวอนขอพรจากพระเจ้าได้โปรดประทาน
"scarlet ribbons"
ริบบิ้นสีเลือดหมูมาให้เธอได้ประดับผมบ้างเถอะ.
บังเอิญพ่อของเธอได้ยินเข้า
แต่ตอนนั้นร้านค้าในเมืองก็ปิดจนหมดแล้ว
พ่อเองก็จนปัญญาไม่รู้จะไปหาริบบิ้นสีเลือดหมูที่ไหนมาให้ลูกสาวได้
เขาเป็นกังวลมาก
แต่สุดท้ายก่อนเธอตื่นพ่อเข้าไปเจอริบบิ้นสีเลือดหมูมากมายอยู่บนเตียงของลูกสาว
เขาเองก็แปลกใจจนบัดนี้ว่าริบบิ้นสีเลือดหมูมากมายเหล่านั้นมันมาได้ยังไง,
"Scarlet Ribbons"
กลายเป็นเพลงสแตนดาร์ดทึ่ถูกนำไปบันทึกหลายต่อหลายครั้ง
จากหลายๆคนร้อง และมักถูกนำไปรวมลงในอัลบั้มคริสตมาส
เพลงนี้ดังมากๆในช่วงต้นๆปี 50's
จากเสียงร้องของ Jo Stafford and Harry
Belafonte.
และประสบความสำเร็จขึ้นถึงอันดับ 13 ในเดือนธันวาคม ปี
1959 จากเวอร์ชั่นของ The Browns (Jim Ed,
Bonnie and Maxine)
ในปี 1963
The Brothers Four
นำมาทำรวมลงในอัลบั้ม
BIG FOLK HITS
เมื่อปี 1963
Scarlet Ribbons
(For Her Hair)" ประพันธ์ดนตรีโดย
Evelyn Danzig, เนื้อร้องโดย
Jack Segal
ทั้งคู่ไปแต่งเพลงนี้ร่วมกันที่บ้านของ Ms.
Danzig's ใน Long Island.
เพลงนี้ได้รับการเผยแพร่สู่สาธารณชนเมื่อปี 1949.
330.
Who'll
stop the rain?
ก่อนจะมาเป็น
Who'll stop the rain เพลงต่อต้านสงครามเวียตนามเพลงนี้
John Fogerty กลุ้มใจกับสัญญาลมๆแล้งๆ "Wrapped in Chains
of Gold" แผน 5 ปี
ของรัฐบาลอเมริกันที่กระโจนลงไปสู่ภาวะสงคราม
เมื่อเขามีโอกาสได้แสดงออกทางเสียงเพลง
จึงขอเป็นตัวแทนของพลเมืองเพื่อเรียกร้องไปยังพรรคการเมืองทั้งเดโมแครค
และ รีพับลิคันส์ โดย Mr. Fogerty
ขอเป็นผู้รับฟังว่าใครจะหยุดยั้งระบบการเมืองได้บ้าง
จึงใช้โวหารว่า who'll stop the rain. จนกลายมาเป็นเพลงWho'll
stop the rain?
ยุคนั้นอเมริกาเริ่มทำสงครามนอกประเทศ
ส่งคนหนุ่มไปตายมากมายในสนามรบและเป็นช่วงการทำสงครามกลางเมืองในเวียตนาม
กองทัพอเมริกันได้นำเครื่องบินทิ้งระเบิดขนาดใหญ่ แบบ B 52
นำระเบิดนาปาล์มไปทิ้งปูพรมลงในเวียตนามทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก
(ยังมีต่อ) |