|
page1 (01 - 20 )
page2 (21 - 40 )
page3 (41 - 50 )
page4 (51
- 60 )
page5 (61 -
70 )
page6 (71 -
80 )
page7 ( 81-
90 )
page8
( 91-100)
page9
(101-110)
page10
(111-120)
page11 (121-130)
page12 (131-140)
page13 (141-150)
page14 (151-160)
page15 (161-170)
page16
(171-180)
page17
(181-190)
page18
(191-200)
page19
(201-210)
page20
(210-220)
page21
(221-230)
page22
(231-240)
231.The night Chicago
died
เพลงอันดับ 1 ของ The
Billboard Hot 100 chart เมื่อปี
1974 ของ" Paper
Lace"
เนื้อหาของเพลงกล่าวถึงเรื่องราวของแก๊งค์อัลกาโปนกับตำรวจชิคาโก
:ซึ่งชิคาโกในยุคที่เขาเล่าถึงนั้น
เป็นเมืองที่รู้จักกันดีโดยมาเฟียที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของโลก
Al Capone เป็นแกงค์ที่รุ่งเรื่องถึงขีดสุด
พวกเขาใช้อาวุธสงครามไล่ถล่มแกงค์อื่นๆในชิคาโก้ไฮท์
จนราบเรียบและก้าวขึ้นไปเป็นผู้ครอบครองด้านมืดของเมืองชิคาโก้อย่างเสร็จสรรพ
ในเพลงเล่าว่าแม่ของเขาต้องคอยติดตามอ่านข่าวเพราะพ่อเขาเป็นตำรวจ
ซึ่งไม่รู้ว่าวันไหนจะพลาดท่าให้กับแก๊งค์อันธพาลครองเมืองที่แสนจะป่าเถื่อน
เขาได้ยินแม่ร้องไห้ ขวัญเสียบ่อยๆกับเสียงปืนที่แกงค์นี้.ไล่ถล่มกัน
เมืองชิคาโก ปัจจุบันกำลังจะกลายเป็นเมืองอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
เมื่อศาลาว่าการเมืองได้อนุมัติให้มีการสร้างระบบอินเทอร์เน็ตไร้สายทั่วทั้งเมือง
หลังจากทนกระแสเรียกร้องจากประชาชนไม่ไหว
ทั้งๆที่ในปี
พ.ศ.1871 เมืองชิคาโกถูกไฟไหม้ครั้งใหญ่ในเหตุการณ์
Great Chicago Fire โดยตึกมากกว่า 18,000
หลังเสียหาย ผู้เสียชีวิตกว่า 300 คน และประชากรมากกว่า
100,000 คน ไม่มีที่อยู่
เนื่องจากเมืองอยู่ติดกับทะเลสาบมิชิแกน
ทำให้ลมโหมกระหน่ำอย่างรุนแรงทำให้ไฟไหม้ลุกลามได้เร็วภายในเพียงคืนเดียว
และไหม้ติดต่อกันไม่หยุดหนึ่งวัน
จนเรียกกันว่า The Night Chicago Died
เหมือนดังชื่อเพลง
232.This Is My Now
เป็นเพลงชนะเลิศที่ได้มาจากการประกวด
Songwriting
Contest
ทางเว็บไซต์ของรายการ American Idol
เพลงนี้ถูกกำหนดมาเป็นเพลงบังคับให้ผู้เข้าแข่งขันร้องในรอบชิงชนะเลิศของซีซั่นที่
6 ซึ่งเป็นโชว์รอบสุดท้าย ที่โกดักเทียเตอร์
ระหว่างแชมป์ซีซั่นที่ 5 เทย์เลอร์
ฮิกส์ หนุ่มวัย 29 จากเมืองเบอร์มิงแฮม รัฐอลาบามา และ
"จอร์ดิน
สปาร์คส" สาวน้อยวัย 17 จากนั้นให้ผู้ชมโหวตกันเข้ามาให้ผู้ที่ได้รับคะแนนโหวตสูงที่สุดเป็นผู้ชนะ
ซึ่งผู้ที่ล่าฝันครั้งนี้ได้สำเร็จคือ Jordin
Brianna Sparks
American Idol เป็นรายการโทรทัศน์ประเภทเรียลลิตี้โชว์
ที่แข่งขันการร้องเพลง เพื่อค้นหานักร้องวงการเพลงป็อปคนใหม่ทั่วอเมริก
เริ่มซีซั่นแรกเมื่อ 11 มิถุนายน ค.ศ. 2002
ออกทางช่องฟอกซ์ โดยมีต้นแบบมาจากรายการป็อป ไอดอลทางฝั่งอังกฤษ
โดยให้ผู้ชมมีส่วนร่วมในการโหวดนักร้อง
ซึ่งเคยถูกบันทึกไว้ว่ามีผู้เข้าโหวตถึง 63 ล้านเสียง
นับเป็นคะแนนเสียงของคนดูที่มากกว่าประธานาธิบดีคนไหนๆ
ในประเทศนี้เคยได้รับมาเลยทีเดียว จนถือได้ว่ามีเรตติงดีที่สุดในรอบ
5 ปี โดยมีผู้ชมเฉลี่ยต่อสัปดาห์สูงถึง 30.3 ล้านคน
"จอร์ดิน สปาร์คส" อดีตนักร้องประจำโบสถ์คริสต์แห่งเมือง
Phoenix, รัฐ Arizona,
ที่คอยเฝ้าติดตามการแข่งขัน American Idol
มาตั้งแต่ฤดูกาลแรกเมื่อครั้งที่เธออายุแค่ 12 ขวบ
และตั้งเป้าหมายว่าจะต้องคว้าแชมป์รายการประกวดการร้องเพลงที่โด่งดังนี้ให้จงได้
สุดท้ายเธอก็ทำความฝันเป็นจริงสำเร็จ
233.Clumsy
Fergie หรือ Stacy Ann Ferguson
นักร้องนำสาวเดียวที่ร้อนสุดเซ็กซี่ของวงฮิปฮอป
Black Eyed Peas ออกอัลบั้มเดี่ยวจนกลายมาเป็นเจ้าของเพลงฮิตติดหูคนทั้งโลกหลายเพลงทั้ง
London Bridge,
Fergalicious และ
Big Girls Don't Cry
และในอัลบั้มเดียวกันนี้ของเธอ
ได้ตัดซิงเกิลล่าสุด Clumsy
เป็นเพลงที่ค่อนข้างจะออกย้อนยุคซึ่งเป็นผลงานของเธอร่วมกับ
Bobby Troup
และ Will.i.am
นักดนตรีจาก แบล็ก อายด์ พีส์
มาเป็นเอ็กเซ็กคิวทีฟโปรดิวเซอร์ ให้ ภายใต้สังกัด
Will.I.Am Music Group
เป็นอัลบั้มเดี่ยวของเธอโดยเฉพาะ นับเป็นซิงเกิลที่ 5
ของอัลบั้ม
The
Dutchess (2006)
โดยที่มาชื่ออัลบั้ม The Dutchess
เป็นคำแผลงมาจาก The Duchess of York
ซึ่งเป็นคำเรียกในราชวงศ์อังกฤษของ ซาร่า เฟอร์กูสัน
ซึ่งมีนามสกุลเหมือนกับเธอนั่นเอง
ในเพลง เธอเล่าว่าแรกพบสบตาเขานั้น
เธอก็บอกโดนซะแล้ว กามเทพเล่นกลจนเธอเซ่อซ่า เฟอะฟะ
จนทำอะไรไม่ถูก
234. Take you there
Kisean
Anderson ชื่อการแสดงบนเวทีของเขาคือ Sean Kingston
ศิลปินหนุ่มเชื้อสาย
Jamican-American
เป็นหนุ่มมากความสามารถและที่สำคัญด้วยวัยเพียง 17 ปี
เขาเป็นทั้ง Producer นักแต่งเพลง
เจ้าของเพลงดัง
Beautiful Girls
ที่กระหึ่มทั้งทางวิทยุและตามผับในเมืองไทย
สำหรับซิงเกิลสุดท้ายของ
Kingston ที่ชื่อ"Me Love"เป็นเพลงที่ได้รับอิทธิพลมาจากเพลง
D'yer Maker.ที่นำมาจากภาษาจาเมก้า
ถือเป็นผลผลิตของวัฒนธรรมระหว่างอเมริกันกับจาเมก้า
Take You There" ซิงเกิลที่ 3 ของ Sean Kingston
เป็นเพลงในสไตล์ของ R&B,Dance,Techno
ออกวางจำหน่ายเมื่อเดือนตุลาคม 2007
โดยใช้ชื่อผู้ประพันธ์เพลงนี้ถึง 3 คนได้แก่ Sean
Kingston, Evan "Kidd" Bogart และ Rock City
เนื้อหาของเพลงเป็นเรื่องราวที่เขาอยากนัดสาวไปเที่ยวกันที่
West Indies.
235. San Francisco
San Francisco (Be Sure to Wear Flowers in Your Hair)
เพลงในอัลบั้ม Summer of Love
เป็นผลงานของ Scott McKenzie
นักร้องจากเกาะอังกฤษ เมื่อปี
1967 ประพันธ์โดย John Phillips
แห่งวง The Mamas & The Papas,
เคยขึ้นถึงอันดับ 4 ของ
The Billboard Hot 100
ของอเมริกา และอันดับ 1 ในอังกฤษ
รวมทั้งฮิตไปทั่วยุโรป.
ยอดขายแผ่นซิงเกิลทั่วโลกได้มากกว่า
5 ล้านแผ่น.
ได้รับความนิยมจากวัยโจ๋ โดยเฉาะอย่างยิ่งกับชาวซานฟรานซิสโก
ในช่วงปี 1960
เพลงนี้กลายเป็นสัญญลักษณ์ของเมืองซานฟรานซิสโกไปในที่สุด
ในเนื้อเพลงชวนให้คนฟังไปเที่ยวเมืองซานฟรานซิสโกซึ่งเป็นถิ่นของพวกฮิปปี้ในสมัยนั้น
ซานฟรานซิสโก เป็นเมืองในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา
มีประชากร ประมาณ 7 ล้านคน
ซึ่งเป็นเมืองที่มีความหนาแน่นประชากรเป็นอันดับสองของประเทศ
เมืองซานฟรานซิสโกตั้งอยู่บริเวณอ่าวซานฟรานซิสโก
ชาวยุโรปกลุ่มแรกที่มาตั้งรกรากในซานฟรานซิสโกคือชาวสเปน
โดยในปี ค.ศ. 1776 เมืองมีชื่อว่า เซนต์ฟรานซิส (St.
Francis) ในภายหลังจากช่วงยุคตื่นทองในปี ค.ศ. 1848
ทำให้ประชากรในซานฟรานซิสโกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
และเมืองเติบโตอย่างมาก ถึงแม้ว่าซานฟรานซิสโกจะประสบปัญหา
แผ่นดินไหวและไฟ้ไหม้ขนาดใหญ่ในช่วงปี ค.ศ. 1906 แต่ซานฟรานซิสโกกลับฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว
ซานฟรานซิสโกมีลักษณะภูมิประเทศที่เป็นเขา
และมีชายฝั่งติดกับมหาสมุทรแปซิฟิก
สัญลักษณ์ที่ขึ้นชื่อของเมืองซานฟรานซิสโกได้แก่ สะพานโกลเดนเกต
และแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงได้แก่ เกาะอัลคาทราซ
รถรางซานฟรานซิสโก
236. Stranger in paradise
เป็นเพลงที่ดัดแปลงมาจากทำนองท่อนเปิดตัว
ของ Polovetsian Dances.ผลงานอันโดดเด่นของคีตกวีรัสเซีย
Alexander Borodin จากเพลง
classic ประกอบละครเพลงเรื่อง
Kismet ในปี1953 ที่โด่งดังเอามากๆ
ทำนองที่ไพเราะ และมีเสน่ห์ของเพลงนี้
จึงมีนักร้องหลายคนเอามา
COVER ใหม่อยู่เรื่อยๆ
เป็นเพลงที่ได้รับความนิยมมากเมื่อปี
1953 เวอร์ชั่นที่สร้างชื่อเสียงให้เพลงนี้มากที่สุดเป็นเสียงร้องของTony
Bennett, และยังมีนักร้องอีกหลายคน
หลายเวอร์ชันตามมา ทั้ง
Caterina Valente, Johnny Mathis, Matt Monroe,
Engelbert Humperdinck รวมทั้งการบรรเลงของ Ray Conniff
และ Richard Clayderman
ปี 1987 วง Red Hot Rhythm & Blues
และ
Diana Ross
ทำเป็นเวอร์ชั่นที่แปลกออกไป
ปี 2003 มีเวอร์ชันของ
Sarah Brightman
นำมาทำลงในอัลบั้มของเธอที่ชื่อ Harem.
จนมาถึงปี 2006
เพลงนี้ถูกนำไปใช้ในเกมเพลย์สเตชั่น
The Jikkyo Oshaberi (Parodius)
237.Please don't talk to the
lifeguard
Diane Ray
เกิดเมื่อปี 1942 เธอเป็นนักร้องเพลงป้อป และร้อคแอนด์โรล
ในยุคต้นๆ1960s.ผลงานที่ทำชื่อเสียงให้เธอคือซิงเกิลของปี
1963 "Please Don't Talk To the Lifeguard"
จากการประพันธ์เนื้อร้องและดนตรีโดย
Sylvia Dee and George Goehring.
บันทึกเสียงร้องโดย Diane Ray
ได้รับการจัดให้เป็นเพลงฮิตในลำดับที่ 31 ของอเมริกา
เมื่อปี 1963 และผลงานเพลงนี้ของเธอยังติดอันดับ 13 ของ
Canadian Charts เมื่อเดือนกันยายน 1963 อีกด้วย
นอกจากเสียงร้องของเธอแล้ว SKEETER DAVIS
ได้บันทึกเพลงนี้ในเวลาต่อมา
เนื้อหาของเพลง
เธอบอกว่าโปรดอย่าพูดถึงพนักงานรักษาความปลอดภัยเลย
ไม่ต้องแล้ว บอกมาเลยว่าจะไปว่ายน้ำน่ะไปยังไง จะไปพบเขา
บุรุษสูง
6 ฟุตผู้มีผิวคล้ำ
Dark and handsome
238.Whatever
Will Be, Will Be
เพลงประกอบหนังของ
Alfred Hitchcock เรื่อง "The Man Who Knew Too
Much" เข้าฉายในปี 1956
ประพันธ์ดนตรีโดย Jay Livingston
และประพันธ์เนื้อร้องโดย Ray Evans
ออกสู่ตลาดเพลงในปี 1956, ขึ้นถึงอันดับ
Top 40 Hits
ของนิตยสารบิลบอร์ด ชาร์ทในเดือนกรกฎาคม 1956 ในชื่อ "Whatever
Will Be, Will Be (Que Sera, Sera),"
ได้รับรางวัลเพลงยอดเยี่ยม
Academy Award for Best
Original Song
อีกทั้งทำให้
Jay
Livingston
และ Ray Evans
ผู้ประพันธ์คำร้องและดนตรีร่วมกันได้รับรางวัลออสการ์เป็นครั้งที่ 3
ในฐานะเพลงยอดเยี่ยมจนเมื่อหนังออกฉายเพลงนี้จึงกลายเป็นเพลงยอดฮิตที่นำมาร้องทั้งเด็กและผู้ใหญ่ และยังเคยถูกนำไปใช้แปลเป็นเนื่อร้องอีกหลายภาษา
และทำเป็นบทเรียนสอนภาษาอังกฤษในหลายๆหลักสูตร
รวมทั้งในบทเรียนของคนไทย
Que Sera, Sera
ท่อนสร้อยของเพลงนี้ที่นางเอกในเรื่องใช้ร้องส่งสัญญาณถึงลูกชายที่ถูกจับอยู่ในบริเวณสถานที่กักกัน
ได้กลายไปเป็นคำที่ใช้กันติดปากในหลายๆประเทศ
หมายถึงอะไรจะเกิดมันก็เกิด หรือเป็นไงเป็นกัน
239.Viva Las Vegas
(1964)
เป็นหนังเพลงโรแมนติคของอเมริกัน
นำแสดงโดยนักร้องชื่อก้องโลก Elvis Presley
คู่กับนางเอกสุดหวามในยุคนั้น Ann Margret.
กำกับโดย George Sidney
เขียนบทโดย Sally Benson และทำดนตรีโดย George
E. Stoll เข้าฉายในอเมริกาครั้งแรก เมื่อวันที่ 20
พฤษภาคม 1964
Elvis
Presley ในบทของนักแข่งรถ ได้เดินทางไปยังลาสเวกัส
และพบรักกับ Ann Margret
นางเอกพนักงานสาวสวยของโรงแรมผู้สุดแสนจะน่ารัก
แล้วอะไรจะเกิดขึ้นถ้าไม่ใช่การร้องเพลงจีบกัน
เพลงเอกของหนังเรื่องนี้ชื่อเดียวกับหนังคือ Viva Las
Vegas กลับมาเป็นเพลงดังของคนอังกฤษอีกครั้ง
จากการจัดอันดับเพลงฮิตประจำสัปดาห์ เมื่อวันที่ 5
พฤศจิกายน 2007 โดยถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 15 ของ
UK Top 75 Singles
ในขณะที่เพลงดังใน
TOP
10 ของ Billboard Hot
100 จากฝั่งอเมริกา ตั้งแต่
No One
ของ
Alicia Keys
เพลง Stronger ของ Kanye West หรือ Hate
That I Love You ของ Rihanna Featuring Ne-Yo
ถูกเบียดลงไปอยู่อันดับหลังๆทั้งกลุ่ม
240.These boots are made
for walkin
ผลงานการเรียบเรียงของ Lee Hazlewood
บันทึกแผ่นครั้งแรกโดย Nancy Sinatra.
ลูกสาวของพระเอกหนังคนดัง แฟรงค์ สินาตรา
เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 1966 ขึ้นถึงอันดับ 1 Pop charts
ทั้งในอเมริกาและอังกฤษ ถูกนำมา
cover ใหม่หลายแบบหลายสไตล์ทั้งในแนว pop, rock,
country, dance, ล่าสุดปี 2005 เป็นผลงานของ Jessica
Simpson ขึ้นถึงอันดับ 14 ในอเมริกา
Jessica
Ann Simpson นักร้องเพลง pop
ชาวอเมริกันคนดังของฮอลลี วู้ด
เริ่มเข้าสู่วงการนักร้องตั้งแต่ตอนอายุ 12
จากการร้องเพลงในโบสถ์ เคยยอมหยุดเรียนเพื่อออกทัวร์
รางวัลล่าสุดที่เธอได้รับคือ People's Choice Awards
ครั้งที่ 32 ประจำปี 2006 จากเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดนิยม:
These Boots Are Made For Walkin จากเรื่อง The
Dukes of Hazzard
โดยมีการถ่ายทอดสดผ่านทางเครือข่ายสถานีโทรทัศน์
CBS จากสถานที่จัดงาน เดอะ
ไชรน์ ออดิทอเรี่ยม เมื่อวันที่ 10 มกราคม
2006
(ยังมีต่อ) |