|
page1 (01 - 20 )
page2 (21 - 40 )
page3 (41 - 50 )
page4 (51
- 60 )
page5 (61 -
70 )
page6 (71 -
80 )
page7 ( 81-
90 )
page8
( 91-100)
page9
(101-110)
page10
(111-120)
page11 (121-130)
page12 (131-140)
page13 (141-150)
page14 (151-160)
page15 (161-170)
page16
(171-180)
page17
(181-190)
page18
(191-200)
page19
(201-210)
page20
(210-220)
211.
He'll have to go
เนื้อหาของเพลงนี้ก็คือ
ผู้ชายที่โทรศัพท์นั้นเป็นแฟนกับผู้หญิง
แต่ผู้ชายไม่อยู่บ้าน เลยโทรศัพท์ไปหาผู้หญิง
ทำนองว่ายังไงก็ยังรักอยู่
ถึงแม้ฝ่ายหญิงอาจจะกำลังอยู่กับผู้ชายคนอื่นขอให้เลือกเอาเองก็แล้วกัน
ถ้าจะเลือกคนโทรศัพท์ก็ให้บอกให้คนที่อยู่ด้วยนั้นกลับบ้านไป
สมัยที่เพลงนี้ออกมาและฮิตเหลือเกินนั้น ปี พ.ศ. 2502
ตอนนั้นพวกผู้หญิงที่เรียกร้องความเท่าเทียมของสิทธิสตรี(Feminism)
ยังไม่แพร่หลายนัก พวกผู้ชายถึงได้กำแหงหาญเหลือเกิน
ขนาดตัวเองไม่อยู่
ยังมีหน้าโทรศัพท์สั่งให้ผู้หญิงไล่ผู้ชายที่อยู่ด้วยกันกลับบ้านแล้วให้พูดอ้อนกับตัวเองทางโทรศัพท์
เพลงนี้ถ้าออกมาในสมัยปัจจุบันที่สหรัฐอเมริกาละก็
ทั้งคนแต่งและคนร้องคงอยู่ไม่ได้หรอกเนื่องจากยุคสมัยมันเปลี่ยนแปลงไปแล้ว
ปัจจุบันนี้นี้คือยุค Feminism
ความจริงพวกผู้หญิงอเมริกันนี่ได้สิทธิเลือกตั้งทีหลังพวกผู้ชายนิโกรนะครับ
คือพวกผู้ชายนิโกรอเมริกันได้สิทธิในการเลือกตั้งเมื่อ
พ.ศ. 2411 ส่วนผู้หญิงอเมริกันได้สิทธิเลือกตั้ง เมื่อ
พ.ศ. 2463 หลังกันตั้ง 52 ปี เชียวนะครับ
ดังนั้นพวกผู้หญิงอเมริกันสมัยนี้แค้นถึงมาก พวก Feminists
เขามักจะประกาศว่าอย่างนี้
"We do not want equal rights now, not today. We want
them yesterday."
Jim Reeves หรือJames Travis Reeves
เจ้าของฉายานักร้องเสียงนุ่มกำมะหยี่ เกิดที่เมือง
Galloway,รัฐ Texas. เขาเป็นนักร้องที่ได้รับการชื่นชมกับผลงานในแนวคล่าสสิค
คันทรี่ อย่างเพลง He'll have to go , Adios Amigo,Am I
Losing You และ Welcome to my
World
ว่ากันว่าในยุค 60 นั้น ที่ประเทศนอรเวย์เพลงของเขาขึ้นอันดับสูงสุดของ
Top 10 ของที่นั่นนานถึง 29
สัปดาห์ ที่อาฟริกาใต้เขาดังกว่าเอลวิส
ด้วยซ้ำไปเพราะเขาไปถ่ายหนังที่นั่น
และยังออกอัลบั้มที่นั่นด้วย ในอินเดียเขามีแฟนคลับชาวคริสเตียนที่คลั่งใคล้เขาอีกมากมาย
ถ้าไปเดินตามบ้านในช่วงวันคริสตมาสจะได้ยินแต่เสียงเพลงของเขากระหึ่มทุกบ้าน
ตามห้างร้านจะมีแต่แผ่นของเขาวางจำหน่ายทุกที่ไป
เขาเสียฃีวิตในขณะที่มีอายุเพียง 42 ปี
เพราะเครื่องบินเล็กที่เขาขับเองตกในขณะเกิดพายุฝนที่เมือง
Nashville, รัฐTennessee. เมื่อ 31 กรกฎาคม
1964
212.
Born Too Late
เมื่อ
30
ปีที่แล้วสถานีวิทยุเกือบทุกคลื่นจะต้องเปิดเพลงของพวกเธอที่มีเพลงดังสุดๆอย่าง
Born too late
พวกเธอเป็นวง 3 สาวกลุ่มร้อค
แอนด์ โรลที่สุดคลาสสิค วง
trio ของ 3 สาวนี้ประกอบไปด้วย Toni Cistone
(ร้องนำ), LaVerne Novak ประสานเสียงสูง และ
Karen Topinka ประสานเสียงต่ำ
ทั้ง3 คนเป็นนักเรียนจาก Brush
High School ในเมือง
Lynhurst,รัฐโอไฮโอ ใกล้ๆกับคลีปแลนด์
พวกเขาร่วมทำเป็นทีมเมื่อปี 1956. พวกเธอกลายเป็นวงที่ทุกคนอยากรู้จักเนื่องจากกล้าที่นำเพลง"Your
Wild Heart" ของวงผู้ชายมา Cover เสียใหม่และทำสำเร็จเพราะคนชื่นชอบมากกว่าต้นฉบับ.
จนมาถึงผลงานของพวกเธอเอง "Born To Late"
ทำให้ชื่อของวงทริโอผู้หญิง The Poni-Tails
กลายเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวแห่งร้อคแอนด์โรล
ขึ้นถึงอันดับ 7 ของ The Billboard's Top 100
และอันดับ 5 ในประเทศอังกฤษ
213.
I can't stop loving
you
ไม่อาจห้ามใจรักเธอ "I Can't Stop Loving You"
เป็นเพลงป้อปที่มีผู้นำไปร้องหลายคน เช่น
Ray Charles ในอัลบั้ม
Country and Western Music เมื่อปี
1962. ต่อมาได้ขึ้นถึงอันดับ 1 ของ
The Billboard Hot 100,และชาร์ทเพลงThe
U.S. R&B and Adult Contemporary charts.
ถูกนำไปเป็นเพลงในซาวด์แทร็กซ์ของหนังเรื่อง
Metropolis
และทำเป็นเพลงประกอบในหนังหลายเรื่อง
ผู้ประพันธ์ทั้งคำร้องและดนตรีคือ
Don Gibson ซึ่งเป็นทั้งนักร้องคันทรี่
นักแต่งเพลง และนักดนตรี
ได้รับการบันทึกลงแผ่นครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม
1957
214.
Love
is Blue
ทันทีที่เปิดออกอากาศทางวิทยุในอเมริกา ก็ได้รับความนิยม
ขึ้นถึงอันดับหนึ่งในช่วงเดือนมกราคม ปี ค.ศ. 1968
ส่วนในอังกฤษติดแค่อันดับ 12 ของบริติช
ชาร์ต เป็นเพลงที่เขียนโดย
ANDRE' POPP/PIERRE COUR มอบให้กับ VICKY LEANDROS
นักร้องเชื้อสายกรีกเป็นตัวแทนลักเซมเบิร์ก ขับร้องในงาน
EUROVISION SONG CONTEST ชนะติดแค่อันดับ 4
พอล โมริอาต์ นำไปเรียบเรียงเสียงดนตรีใหม่
กลายเป็นเพลงฮิตดังไปทั่วโลก
ในอังกฤษหลังจากได้รับความนิยมแค่อันดับ 12 MICKIE MOST
โปรดิวเซอร์ชื่อดัง นำไปให้ JEFF BECK
มือกีตาร์ชื่อดังบันทึกเสียง ได้รับความนิยมแค่อันดับ 23
สู้เวอร์ชั่นเดิมของพอล โมริอาต์ ไม่ได้
215.
The Green Leaves of
Summer
เพลงจากหนังเรื่อง
"The Alamo"
เป็นผลงานของ
Brothers Four
จากการประพันธ์เนื้อร้องและดนตรี โดย
Dimitri Tiomkin & Paul Webster เมื่อปี
1960
เนื้อหาของเพลงนี้
Brothers Four
เล่าถึงเรื่องราวของฤดูร้อน
ซึ่งเป็นฤดูที่ชาวนาชาวไร่รอคอย
เนื่องจากเป็นฤดูเดียวที่มีแสงแดด
จึงเหมาะสำหรับการเพาะปลูก
และในช่วง
Summer นั้น
จะมีดอกไม้ขึ้นทั่วไปหมด และท้องฟ้าก็แจ่มใส
แนวเพลงของพวกเขาเป็นคันทรีเต็มตัว
จึงไม่แปลกที่เนื้อหาของเพลงจะกล่าวถึงสภาพของชนบทที่ได้พบเห็น
ฤดูร้อนในยุโรปนั้น กลางวันจะยาวมากประมาณ
16-17 ชั่วโมง พระอาทิตย์ขึ้นเร็วและตกช้ากว่าจะมืดจริงๆ
สี่ทุ่มครึ่ง หรือเกือบห้าทุ่ม แล้วพอ ตี่สี่ กว่า ๆ
ทั้งฟ้า ก็สว่างโล่ ราวกับ เจ็ดแปดโมงเช้าบ้านเรา
จึงถูกเรียกว่า Daylight hours
ด้วยสาเหตุที่แตกต่างกันมากมาย
ตั้งแต่ราว ๆ ค.ศ. 1916 จึงได้มีการตกลงกันว่า
ต้องปรับเข็มนาฬิกาให้สมดุลย์กับธรรมชาติและดินฟ้าอากาศ
โดยเรียกวิธีการแบบนี้ว่า Daylight Saving
ซึ่งเป็นข้อกำหนดให้ปรับเวลาที่จะใช้สำหรับฤดูร้อน
Summer time ให้ เร็วกว่าปกติหนึ่งชั่วโมง
Daylight saving time (DST)
หรือบางครั้งเรียกว่า ช่วงเวลาฤดูร้อน หรือ Summer Time
ตือเวลาออมแสง
เป็นการร่นเวลาให้เร็วขึ้นกว่าเวลามาตรฐานหนึ่งชั่วโมง
ในช่วงฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูร้อนไปจนถึงช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วง
เนื่องจากช่วงนี้ดวงอาทิตย์จะขึ้นเร็ว และตกช้านั่นเอง
จากการศึกษาพบว่า การใช้เวลาออมแสงแดดจะทำให้ปริมาณการใช้ไฟฟ้ารวมของทั้งประเทศลดลงได้วันละ
1 เปอร์เซ็นต์ ถึงแม้ว่าจะดูเป็นตัวเลขเล็กน้อย
แต่เมื่อลดได้วันละ1 เปอร์เซ็นต์ หลายๆ
วันเข้าก็หลายเปอร์เซ็นต์
216.
Sleepy
lagoon
"Sleepy Lagoon" ดั้งเดิมเป็นเพลงจากการบรรเลงเปียโน
ซึ่งประพันธ์ไว้โดย Sir Eric Coates
ชาวอังกฤษ lและประพันธ์เนื้อร้องโดย
Jack Lawrence.
มีนักร้องที่ร้องเพลงนี้จนมีชื่อเสียงได้แก่
Dinah Shore, David Rose, Fred Waring, Glenn Miller
และเป็นครั้งแรกที่ผลงานของ
Harry James ได้ขึ้นอันดับเพลงขายดีของวารสารThe
Billboard magazine Best Seller chart เมื่อวันที่
17 เมษายน 1942 นานติดต่อกัน 18
สัปดาห์และยังขึ้นถึงอันดับ 1
ด้วยความฮิตของเพลงจึงมีคนไทยนำมาทำใส่เนื้อร้องภาษาไทยหลายชื่อ
ด้วยทำนองเพลง Sleepy lagoon ที่ เก่าสุดคงเป็น"เทพประทานรัก"ของสมยศ
ทัศนพันธ์ รองมาคือเพลง"เหงาใจ" ของประเทือง บุญญประพันธ์
และเพียงพิศ ศิริวิไล (บันทึกแผ่นเสียงครั้งแรกร้องโดย
ศิริจันทร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ซึ่งใช้ชื่อเพลงว่า"เหงาใจ"
)และเพลง"ละเมอ" ร้องโดย สุเทพ วงศ์คำแหง
217. Its
too late
เป็นเพลงที่ได้รับรางวัล Best Pop Vocal Perfromance,
และถูกบรรจุไว้ในลำดับที่ 469 ใน 500
เพลงฮิตตลอดกาลของวารสารโรลลิง สโตน Rolling Stones
500 greatest songs of all time.
Its To late
เป็นเพลงรักบอกลาที่มีเสน่ห์อีกเพลงหนึ่งในปี 1971
เป็นเพลงที่มีทำนองสนุกสนาน
แต่เนื้อหาบอกเล่าถึงความรักที่ถึงทางตัน
สายเกินไปที่จะเริ่มต้นใหม่ Carole King
ร้องเพลงนี้ได้อย่างน่ารักและมีเสน่ห์
โดยเฉพาะในการแสดงคอนเสิร์ต ร่วมกับ James Tayler
เธอร้องและเล่นเปียโนด้วยอย่างเป็นธรรมชาติ
การร้องเพลงและอามรมณ์ขันของเธอที่แทรกในบทเพลง ทำให้ผู้ชม
มีความสุข และรู้สึกสนุกไปกับบทเพลงนี้
ทั้งๆที่น่าจะเป็นบทเพลงแสนเศร้า
แต่กลับเป็นเพลงเศร้าที่ร้องได้สนุกเหมือนกับเพลงรักแรกเริ่มทีเดียว
หรืออาจจะสะท้อนให้เห็นว่าการลาจากกันเป็นเรื่องธรรมดา
ที่ทั้งสองฝ่ายทราบดีว่าเมื่อไปกันไม่ได้แล้ว
การแยกจากกันเป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้
และมีมิตรภาพของคำว่า เพื่อน เข้ามาแทนที่
ก็คงทำให้ความเจ็บปวดในการจากลาน้อยลงไป
คล้ายกับชีวิตส่วนตัวของเธอทีเดียว
218.
Please Mr. Postman
ต้นฉบับเป็นของวงสาวๆแห่ง The Marvelettes
เค้าออดอ้อนให้บุรุษไปรษณีย์ได้โปรดช่วยค้นหาให้ด้วยว่ามีจดหมายของเธอบ้างไหม (ตำนานว่าแฟนของเธอจากไปในสงคราม) หลายคนคงจะรู้จัก
Please Mister Postman จากเวอร์ชั่นของ Carpenters หรือ
Beatles แต่ดั้งเดิมมันเป็นซิงเกิ้ลอันดับ 1
เพลงแรกของสังกัด Motown ในปี 1961
ก่อนที่จะมีเพลงฮิตอีกหลายสิบเพลงตามมาจากค่ายนี้
ซึ่งแบ็คอัพโดย The Funk Brothers
ที่มีมือกลองชื่อคุ้นๆว่า Marvin Gaye...
219.
Love Letters in the
Sand
เป็นเพลงที่ออกวางจำหนายเมื่อปี1931 ประพันธ์ดนตรีโดย
J. Fred Coots และประพันธ์เนื้อร้องโดย
Nick Kenny และ Charles Ken
จนนิตยสาร Cash Box
ยกทำเนียบให้เป็นแผ่นที่ขายดีที่สุดของชาร์ทเพลง
Best selling record chart
มีนักร้องหลายคนนำเพลงนี้ไปร้อง
แต่ผู้ที่ทำให้ใครๆทั้งโลกรู้จักคือ
Pat Boon ติดอันดับ
เมื่อเดือนมิถุนายน และกรกฎาคม 1957 และขึ้นถึงอันดับ 1
สมัยเมื่อเขาเข้าสังกัดใหม่ๆอยู่กับ
Dot Reccord
ความฮิตของเพลงนี้ดังมาถึงเมืองไทยจนมีคนนำทำนองมาแปลงใส่เนื้อภาษาไทยทั้งเพลงลูกทุ่งและลูกกรุง
เช่น จดหมายรักบนผืนทราย ขับร้องโดย ดาวใจ ไพจิตร
220.That's All I
Want from You
เพลงป้อปที่ประพันธ์โดย Fritz Rotter (writing as
"M. Rotha"),เมื่อปี 1955.
เคยมีนักร้องนำไปบันทึกแผ่นหลายคน โดยคนแรกคือ Jaye P.
Morgan, ขึ้นถึงอันดับ ของ The
Billboard chart ในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยร้องกับวง
Hugo Winterhalter's orchestra (เมื่อ 2 ตุลาคม, 1954,
นอกจากนั้นยังมีเสียงร้องของ Dean Martin.Nina Simone
ในอัลบั้ม Baltimore,เมื่อปี 1978 และ Dinah
Washington บันทึกไว้เมื่อ11 มกราคม 1955,
Diane Ray เกิดเมื่อปี 1942 เธอเป็นนักร้องเพลงป้อป
และร้อคแอนด์โรล ในยุคต้นๆ1960s.
ผลงานที่ทำชื่อเสียงให้เธอคือซิงเกิลของปี
1963 "Please Don't Talk To the Lifeguard".และที่ยังคงตรึงความทรงจำคนรุ่นเก่าคืออัลบั้มที่ชื่อ
Teenage Girls (Greatest Hits of Janie
Grant and Diane Ray) ที่เธอร้องกับ
Janie Grant
และบรรจุเพลงนี้รวมไว้ด้วยThat's all I want from you
That's all I want from you เพลงรักหวานอ้อนเพลงนี้
เล่าว่าความรักของเธอค่อยๆงอกงามมาทีละนิดๆ
พรุ่งนี้อาจเป็นสิ่งไม่แน่นอน ทั้งหมดที่อยากได้คือความรัก
อย่ามาทำหลอกกันเล่นๆเชียวนะ
(ยังมีต่อ) |