|
page1 (01 - 20 )
page2 (21 - 40 )
page3 (41 - 50 )
page4 (51
- 60 )
page5 (61 -
70 )
page6 (71 -
80 )
page7 ( 81-
90 )
page8
( 91-100)
page9
(101-110)
page10
(111-120)
page11 (121-130)
page12 (131-140)
page13 (141-150)
page14 (151-160)
page15 (161-170)
page16
(171-180)
page17
(181-190)
page18
(191-200)
page19
(201-210)
page20
(210-220)
151. I Understand
ในเพลงนี้จะมีเพลง "Auld Lang Syne" ซึ่งเป็นเพลงโฟล์คเก่าแก่ของชาวสก๊อต
คลอประสานไปด้วย บางเวอร์ชั่นอาจไม่มี
ซึ่งจะมีเนื้อเพลงที่ผิดเพี้ยนไปจากต้นฉบับเดิมบ้าง
แต่ในเนื้อเดิมนั้นมีข้อความบางประโยคดังนี้
Please understand just how I feel Your love for me why
not reveal And we will know this time it's real We'll
understand
เนื้อหาของเพลง กล่าวถึงการเห็นใจคนรัก ฉันเข้าใจดี
ว่าคุณรู้สึกยังไง ความรักของคุณหายไปไหนแล้ว
ถึงมันจะจบแต่ยังเป็นอมตะนิรันดร์สำหรับฉัน
เปลี่ยนใจเมื่อไหร่กลับมานะ แล้วจะรู้ว่า ฉันยังคอยคุณอยู่
ได้โปรดเชื่อสิว่า ฉันคิดถึงคุณไม่อาจทนเห็นคุณจากไปได้
Let bygones be bygones สำหรับที่ผ่านมาขอให้มันผ่านไป
แต่จงจำไว้เสมอนะว่า ฉันรักคุณ
152.
Tie
Me Kangaroo Down, Sport
ประพันธ์โดย Rolf Harris
นักดนตรีชาวออสเตรเลีย
ในช่วงที่เขาเล่นเปียนโนและร้องเพลงในรายการเด็กๆให้กับทีวีในประเทศอังกฤษ
และอาทิตย์ละวันที่ต้องเล่นดนตรีในไนท์คลับที่ชื่อ The
Down Under Club ซึ่งจำหน่ายอาหารออสเตรเลียน
และมีความคิดที่จะให้นักเที่ยวร่วมร้องเพลงคลอตามไปกับเขาเพื่อความสนุกสนานในแนวของเพลงคาลิปโซ่ของออสเตรเลีย
เขาจึงแต่งเนื้อเพลงเกี่ยวกับ Didgeridoo.ซึ่งเป็นเครื่องเป่าลมพวกขลุ่ยพื้นเมืองชนิดหนึ่งของออสเตรเลีย
โดยมีเนื้อบางท่อนว่า"Let me gray dingo go, Dick/He can't
stand the snow, Dick/Boy, our kid's gone delirious/
That's not snow. That's his dandruff."แต่ไม่
ประสบความสำเร็จถูกผู้ฟังโห่ฮา
และตะโกนขอฟังเพลงเกี่ยวกับจิงโจ้ ทำให้เกิดเพลงนี้ขึ้นมา
และเป็นที่ถูกใจของนักเที่ยว
เพราะทุกคืนวันพฤหัสเขาต้องเล่นประจำในในท์คลับแห่งนั้นนานถึง
3 ปี
เมื่อกลับไปออสเตรเลียเขาได้มีโอกาสร้องเพลงนี้ในรายการทีวี
จนได้รับจดหมายขอเนื้อเพลงนี้มากกว่า 200 ฉบับ
ในตอนนั้นเรียกเพลงนี้ว่า "Kangalypso."
หลังจากนั้นมีโอกาสบันทึกเพลงนี้ เพียง 4 สัปดาห์
ได้ขึ้นอันดับ 1 ในออสเตรเลียและยังฮิตที่อังกฤษด้วย
ครั้งแรกนั้นทำสถิติยอดจำหน่ายสูงสุดในอังกฤษ
และออสเตรเลีย ฮิตติดอันดับ 3 ของ The Billboard Hot 100
ในปี 1963 เพลงนี้ถูกนำไปสอนเด็กๆชั้นประถมในออสเตรเลีย
และยังเป็นเพลงแค้มไฟของลูกเสือ
153.
Try to Remember
ประพันธ์เนื้อร้องโดยนักร้องคนดังTom
Jones, ต้นฉบับร้องโดย Jerry Orbach
ในหนังของบรอดเวย์เรื่อง The Fantasticks.
เคยขึ้นอันดับบิลบอร์ด 3 ครุ้ง ในปี 1965 ในเวอร์ชั่นของ"Ed
Ames, Roger Williams and the Brothers Four
Try to Remember
ถูกนำมาทำเป็นซาวด์แทร็กซ์หนังอีกครั้งในเรื่อง The Man
Who Fell to Earth, และเป็นวิดีโอ เกมส์ ใน Chrono
Trigger.
154.
When the saints go
marching in
ถูกใช้ในพิธีศพ ของเมือง New Orleans รัฐ Louisiana
ซึ่งเป็นประเพณีเก่าแก่ของเมือง และมักถูกเรียกว่า jazz
funeral
ต่อมาภายหลังถูกนำมาเผยแพร่จากนักร้องหลายๆคนด้วยท่วงทำนองที่แตกต่างกัน
เริ่มจาก ปี 1930 Armstrong
ได้เขียนเพลงนี้ตามคำบอกเล่าของพี่สาวและใช้ดนตรีพวกเครื่องเป่า
จนมาถึงศตวรรษที่ 20 Buddy Bolden's band นำมาทำใหม่
ส่วนใน versions เพลง Pop ก็มีของ Judy Garland
และมาถึงยุคต้นๆของ rock and roll ที่นักร้องผิวหมึก Fats
Domino นำมาร้องซึ่งยังเป็นในแนวเดิมของเมือง New Orleans
ยุคของ Jerry Lee Lewis,Bill Haley & His Comets
ซึ่งเป็นร้อคแอนด์โรลเต็มตัว จนมาถึง The Beatles. Elvis
Presley และในยุคต่อมาไตเติ้ลของเพลง "Saints Go Marching"
ถูกนำมาทำเป็นเทคโน รีมิกซ์ ในบาง versions กลายเป็นแนว
Dance Dance Revolution ในยุคต่อๆมา
155.
Bad Time
Grand Funk Railroad วงทริโอ อเมริกันที่เล่นเพลงร้อคหนักๆด้วยเครื่องดนตรีเพียง
3 ชิ้น จัดเป็นวงร้อคสุดฮิตของปี 1970s,
ความนิยมในตัวของพวกเขาไม่ได้จำกัดอยู่แต่ในอเมริกาเท่านั้น
แต่นักฟังเพลงทั่วโลกรวมทั้งคนไทยด้วย ต่างคลั่งใคล้พวกเขา
ผลงานเพลงขายได้มากกว่า 25 ล้านแผ่น จนได้รางวัล
แผ่นเสียงทองคำถึง 4 อัลบั้มในปี 1970 Grand Funk Railroad
เจ้าของฉายา"The American Band",จากเพลงฮิตของเขา We're an
American Band
แต่ที่ทำให้คอร้อคเมืองไทยรู้จักพวกเขาดี คือเพลง "Bad
Time"
156.
Bridge over Troubled
Water
เพลงของ Simon and Garfunkel เพลงนี้ขึ้นถึงอันดับ 1 ของ
The Billboard Hot 100 chart เมื่อ 28 กมภาพันธ์ 1970,
และขึ้นชาร์ทนานติดต่อกันถึง 6 สัปดาห์.เป็นปรากฎการณ์ครั้งสำคัญที่ทำให้
The Beatles' ต้องสูญเสียอันดับที่ 1 จากเพลง "Let It Be"
ของเขาในเวลานั้น
Bridge over Troubled Water นับเป็นอัลบั้มที่ 5
แต่เป็นอัลบั้มสุดท้ายที่ทำในสตูดิโอ
ออกวางจำหน่ายครั้งแรก 26 มกราคม 1970
ตัวอัลบั้มขึ้นถึงอันดับ 1 Billboard Music Charts pop
albums list .และยังได้รับเลือกเป็น Grammy Award for
Album of the Year,รวมทั้ง Best Engineered Recording,
และเพลงนี้ยังได้รางวัล The Grammy Award for Record of
the Year รวมทั้ง Song of the Year ของรางวัล Grammy
Awards ในปี 1971
ตัวอัลบั้มประสบความสำเร็จในประเทศอังกฤษ ขึ้นถึงอันดับ 1
เป็นอัลบั้มเพลงที่ขายดีที่สุดในปี 1970
The country's biggest-selling album of the year
และยังครองใจนักฟังเพลงจนถึงปัจจุบัน
157.
Can't help falling in love with
you
158.
ComeBack
สัญญลักษณ์ของเจ้าแห่งเพลง pop R&B ของวัยรุ่นในยุคนั้น ปี
1958 เพลง "Just A Dream"
ผลงานการร้องและประพันธ์ของเขาขึ้นถึงอันดับ 4 The
Billboard charts และจำหน่ายได้มากกว่า 1 ล้านแผ่น
Jimmy Clanton เกิดเมื่อ 2 พฤศจิกายน 1940 ที่เมือง Baton
Rouge ในรัฐหลุยส์เซียน่า ประเทศสหรัฐอเมริกา
เขาตั้งวงดนตรีของตัวเองตั้งแต่สมัยยังเรียนอยู่ในชั้นมัธยม
ComeBack เป็นบทเพลงเศร้าๆที่เล่าถึงการพลัดพรากจากคนรัก
และคร่ำครวญขอให้เธอกลับมาหาเขา ด้วยคำอ้อนๆที่กินใจว่า
ความรักของเขาเปรียบดังสายน้ำและท้องทะเลที่ไหลโลดแล่นไปไม่มีวันสิ้นสุด
Like the river and the sea My love goes on endlessly
159.
D'yer maker
ผลงานของวงดนตรีร้อคระดับพระกาฬ Led Zeppelin จาก อัลบั้ม
Houses of the Holy วางจำหน่ายเมื่อ 28 มีนาคม 1973
นักดนตรีในวงช่วยกันทำทั้ง Bonham/Jones/Page/ Plant
เป็นเพลงในแนวเรกเก้ของจาเมก้า
ซึ่งชื่อเพลงนี้ก็เป็นภาษาของจาเมก้าเช่นกัน
มีความหมายตรงกับภาษาอังกฤษว่า"Did you make her",
ซึ่งเป็นโจ้คเก่าๆเพราะภรรยาเขาเพิ่งกลับจากไปเที่ยวเกาะจาเมก้ามานั่นเอง
Led Zeppelin เป็นผู้ให้คำร้อง Robert Plant
เรียบเรียงดนตรี ซึ่งมีครั้งหนึ่งที่ Mike Halloran, ดีเจ
จากรายการวิทยุคลื่น FM94/9 ในซานดิเอโก
ได้ซักถามเกี่ยวกับชื่อเพลงนี้
คนฟังชาวอเมริกันส่วนใหญ่ยังไม่คุ้นคำศัพท์ของจาเมก้า
จึงมักออกเสียงผิดเพี้ยนเพราะคิดว่าชื่อของเพลงนี้คือ
"Dear Maker"
160.
IF I HAD A HAMMER
(The Hammer Song)
ชื่อดั้งเดิมของเพลงนี้คือThe
Hammer Song
ประพันธ์เนื้อร้องและดนตรีโดยศิลปินเพลงโฟล์คคนดัง Pete
Seeger และ Lee Hays.เมื่อปี 1949 บันทึกไว้โดย The
Weavers, วงดนตรีในแนว quartet หรือโฟล์ค 4 ชิ้น
เพลงนี้ได้ถูกคัดเลือกเข้า Rock and Roll Hall of Fame
ซึ่งเป็นหอเกียรติยศของแนวเพลงร้อคแอนด์โรล
ตั้งอยู่ที่เมืองคลีฟแลนด์ รัฐ Ohio แต่เป็นผลงานของวง
Peter ,Paul & Mary เพร
(ยังมีต่อ) |