|
page1 (01 - 20 )
page2 (21 - 40 )
page3 (41 - 50 )
page4 (51
- 60 )
page5 (61 -
70 )
page6 (71 -
80 )
page7 ( 81-
90 )
page8
( 91-100)
page9
(101-110)
page10
(111-120)
page11 (121-130)
page12 (131-140)
page13 (141-150)
page14 (151-160)
page15 (161-170)
page16
(171-180)
page17
(181-190)
page18
(191-200)
page19
(201-210)
page20
(210-220)
121.Mother
of Mine
"MOTHER,"
ตามความหมายของ Howard Johnson (c. 1915)
"M" is for the million things she gave me,
"O" means only that she's growing old,
"T" is for the tears she shed to save me,
"H" is for her heart of purest gold;
"E" is for her eyes, with love-light shining,
"R" means right, and right she'll always be,
คนไทยยกย่องให้วันที่ 12 สิงหาคม เป็นวันแม่แห่งชาติ
แต่ในความเป็นสากลแล้ว อีกหลายๆประเทศกำหนดให้
วันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคม เป็นวันแม่สากล
ซึ่งต้นกำเนิดวันแม่นั้นมีประวัติความเป็นมายาวนาน
ตั้งแต่ชาวกรีกที่เฉลิมฉลองวันแม่ the Mother of the Gods
จนปี 1960 ชาวอังกฤษจึงเริ่มใช้ "Mothering Sunday".
สืบเนื่องมาจาก พวกกรรมกรนำเค้กชนิดพิเศษที่เรียกกันว่า
the mothering cake, นำกลับไปเยี่ยมมารดาของตน
ต่อมาปีในปี 1872 Julia Ward Howe ชาวบอสตัน สหรัฐอเมริกา
ต้องการเรียกร้องสันติสุขสำหรับการพบแม่ในวันแม่ Mother's
Day meetings
จนกระทั่งมีผู้เรียกร้องอย่างมุ่งมั่นที่ต้องการให้มีวันแม่อย่างเป็นทางการเมื่อ
แอนนา เอ็ม. จาร์วิส คุณครูแห่งรัฐฟิลาเดลเฟีย
ซึ่งใช้ความพยายามถึง 2 ปี จนถึงปี ค.ศ.1914 (พ.ศ. 2457)
ประธานาธิบดี วูดโรว์ วิลสัน
ได้มีคำสั่งให้ถือวันอาทิตย์ที่ 2
ของเดือนพฤษภาคมเป็นวันแม่แห่งชาติ
ต่อมาชาวโลกได้ร่วมกันกำหนดฉลองวันแม่สากล
ตรงกันหลายๆประเทศเช่น United Kingdom, Denmark, Finland,
Italy, Turkey, Australia, Mexico, Canada, China, Japan,
and Belgium. คือวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคม
ของทุกๆปี และในปีนี้จะตรงกับวันที่ 13 พฤษภาคม 2550
แต่อย่างไรก็ตามยังมีบางประเทศที่กำหนดวันแม่แห่งชาติของตนเอง
ซึ่งยังคงกำหนดวันอาทิตย์เช่นกันโดยใช้คำว่า Mothering
Sunday
122.The
Windmills of Your Mind
เป็นผลงานการประพันธ์เนื้อร้องโดย Alan Bergman และ
Marilyn Bergman ทำดนตรีโดย Michel Legrand
เคยเป็นเพลงประกอบหนังเรื่อง The Thomas Crown Affair
ซึ่งเข้าฉายเมื่อปี 1968 และเพลงนี้คือรางวัล The
Academy Award for Best Original Song ในปีนั้น
ร้องโดย Dusty Springfield และ STING
นำมาร้องใหม่ในปี 1999 ปลายทศวรรษที่ 1970s ยุคที่ดนตรีดิสโก้เริ่มเสื่อความนิยม
ได้กำเนิดวงร็อกวงใหม่ซึ่งสไตล์เพลงและดนตรีได้ฉีกแนวเดิมโดยผสมผสานดนตรีแจ๊ส
เรกเก้ และคาลิปโซเข้ากับจังหวะร็อกแอนด์โรล
THE POLICE ประกอบด้วยสมาชิกสามคน ANDY SUMMERS
ร้องและกีตาร์ STEWART COPLAND ร้องและกลอง
STING (GORDON SUMNER) เบส ร้อง และแต่งเพลง
123.Donna
Donna
เพลงที่ร่ำร้องหาเสรีภาพ
ว่าด้วยเรื่องของลูกวัวตัวหนึ่งไม่เคยพบอิสระเหมือนนกตั้งแต่เกิดจนถูกฆ่าตาย
เป็นวัฏจักรชีวิต
เพลงนี้โด่งดังจากเสียงร้องของ Joan Baez
โจน บาเอซ
ศิลปินหญิงที่เปี่ยมไปด้วยอุดมการณ์และจิตสำนึกต่อสังคมและสิทธิของเพื่อนร่วมโลก
จนกระทั่งได้กับการขนานนามว่า ราชินีเพลงประท้วง
และผู้ที่ต่อสู้บนความคิดอหิงสาตลอดมา....ทุกครั้งที่เธอขับขานบทเพลง
มันกลายเป็นหอกคอยทิ่มแทงผู้นำเผด็จการและบรรดาความอยุติธรรมทั้งหลายในสังคม
ในช่วงทศวรรษ 1960
ที่สหรัฐอเมริกามีการเหยียดผิวอย่างรุนแรง โจน บาเอซเป็นคนหนึ่งที่ร่วมเดินขบวนประท้วงต่อต้านความไม่เท่าเทียม
และเรียกร้องความเสมอภาคให้แก่เพื่อนร่วมโลกทุกคน...
บทเพลงแห่งการปฏิวัติ (Song of Revolution)
กลายเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวโจน บาเอซ
เสียงร้องของเธอกลายเป็นตัวแทนความรู้สึกของผู้ฟังได้อย่างถึงอารมณ์
เธอเคยกล่าวไว้ว่า
สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับนักต่อสู้ตามแนวทางอหิงสา ก็คือ
การลบล้างความคิดที่เกี่ยวกับชาติกำเนิดออกไปให้หมดสิ้นจากหัวสมอง
อีกสิ่งหนึ่งที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของการประท้วงประจำชาติต่อรัฐบาลอเมริกันในช่วงนั้น
ที่โจนเป็นต้นคิดก็คือการไม่ยอมจ่ายภาษีให้กับรัฐ
เพราะเธอประกาศว่า
เงินภาษีที่จ่ายไปในช่วงนั้นเป็นการนำไปใช้สำหรับผลิตความตายให้กับประชาชนของโลก
แม้ว่าเวลาจะผ่านไปเท่าไร
แต่แนวคิดและความเชื่อมั่นของผู้หญิงคนนี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
เธอยังคงใช้ชีวิตส่วนหนึ่งไปกับงานสังคมเพื่อคนส่วนใหญ่
ขับขานบทเพลงเพื่อเรียกร้องและสื่อสาร
เช่นเดิมเพราะเธอเชื่อว่า ดนตรีก็คืออาวุธชนิดหนึ่ง
ที่มีพลังและช่วยให้ความหวังของคนทั้งหลายเป็นจริงขึ้นมาได้
124.Gone
the rainbow
ชื่อดั้งเดิมของเพลงนี้ คือ
Johnny's gone for a soldierเป็นเพลงที่มีผู้นำมาร้องหลายคน
แต่เพลงนี้ร้องโดย
ในชุด
Peter Yarrow, Paul Stookey, Milton Okun, and Mary
Travers
จัดเป็นเพลงโฟล์คยุคเก่าแก่ของชาวอังกฤษที่เล่าเรื่องของสงครามในยุค
The American
Revolutionary War. (1775–1783)
หรือที่รู้จักกันคือ สงครามประกาศอิสรภาพ
The American War of
Independence ซึ่งเป็นสงครามระหว่าง
กองทัพอังกฤษกับกลุ่มพวกอพยพใหม่ 13 กลุ่ม
จนเกิดเป็นประเทศสหรัฐอเมริกาในเวลาต่อมา
ในสงครามครั้งนั้นชายชาวอังกฤษทุกคนต้องโดนเกณฑ์ไปเป็นทหารให้กองทัพ
ปล่อยให้ผู้หญิงอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน
ทำงานบ้านและเลี้ยงลูก
ซึ่งในเพลงนี้เธอได้ร้องกล่อมให้ลูกของเธอฟัง
Shule, shule, shule-a-roo,Shule-a-rak-shak, shule-a-ba-ba-coo.
คล้ายกับเพลงกล่อมเด็กของคนไทยในสมัยโบราณ
ที่แม่มักจะต้องใช้มือไกวเปล
และปากก็ร้องเพลงเห่กล่อมไปด้วย จนกว่าลูกน้อยจะหลับไป
เนื้อหาของเพลงนี้เธอเล่าให้ลูกน้อยฟังว่า
พ่อของเจ้าไปเป็นทหารออกรบในสงคราม
แม่รักพ่อของเจ้ามากนะลูก พ่อเขาจากพวกเราไปแล้ว
สงครามสะท้อนให้เห็นถึงความรันทดของชีวิตในครอบครัว
เมื่อลูกต้องขาดพ่อ ภรรยาต้องขาดสามี
แม่ต้องขายทุกอย่างเพียงเพื่อให้ได้เงินไปซื้อดาบเหล็กกล้าให้สามีของเธอไปใช้รบในสงคราม
125.
Scarborough
fair
Scarborough Fair เพลงโฟล์คของอังกฤษ
ช่วงปลายๆของยุค medieval (500 AD-1500 AD),
ซึ่งชายหาดแห่งนี้เป็นศูนย์กลางการค้าขาย
อันเลื่องชื่อแม้เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว(ซึ่งเมื่อก่อนจะมีในช่วงกันยายน)
มีกำเนิดจากงาน Scarborough Fayre ใน Scarborough North
Yorkshire
เล่าถึงชายหนุ่มซึ่งจะบอกผู้ฟัง
ให้บอกถึงคนรักเก่าของเขาให้ทำในสิ่งที่ดูจะเป็นไปไม่ได้
ได้แก่ เย็บเสื้อโดยไม่ต้องใช้ฝีจักรเย็บตะเข็บ
ซักผ้าในบ่อที่ไม่มีน้ำนอกจากนี้
หากหล่อนทำงานเหล่านั้นได้ เขาจะหวนคืนหาเธอ
กล่าวกันว่ามาจากเพลงบาลลาดของสก๊อตช์ The Elfin Knight (Child
Ballad #2) อย่างไรก็ดี เพลงได้มีการแปลง เขียนใหม่
เป็นหลายเวอร์ชั่น แต่ที่ เป็นต้นแบบถึงปัจจุบันก็คงจะเป็นเวอร์ชั่นยุคศตวรรตที่18
มีแหล่งที่มาจากเพลงบาลาด Riddles Wisely Expounded, (Child
Ballad #1),ซึ่งพล๊อตของเพลงก็คล้ายๆกัน
126.
Yellow Bird
Yellow Bird'
เป็นเพลงพื้นบ้านที่มีชื่อเสียงจากเกาะจาไมก้า
ซึ่งนำเรื่องราวของนกสีเหลืองมาเปรียบเปรยกับชีวิตของตนเอง
ตอนนี้ฉันไร้คู่เหมือนกัน
แต่ถ้าฉันเป็นนกได้ฉันจะบินไปกับเจ้า
แต่ก็ทำไม่ได้นะเจ้านกสีเหลือง
สำหรับผลงานที่ได้รับการยอมรับว่าถูกบันทึกครั้งแรกคือ
Lawrence Welk
และวงโฟล์คซองชาว อเมริกัน The Brothres
four นำมาทำในปี 1960
127.Lemon
Tree
128.
Shenandoah
เพลงนี้ป็นเพลงเก่าแก่ที่มีประวัติความเป็นมาหลากหลายแต่เคยเป็นเพลงที่พวกกลาสีเรือร้องเล่นกันในขณะทำงานในเรือ,
บ้างก็เชื่อกันว่าต้นฉบับของเพลงนี้นำมาจากเพลงของพวกชาวเรืออเมริกันในยุคแรกๆ
หรือพวกกุลีขนของในเรือชาวแคนาเดียน
บ้างก็เชื่อว่าร้องกันก่อนออกเรือ
แต่ทั้งหมดก็คือเป็นทั้งเพลงของชาวไอริช และชาว
อาฟริกันอเมริกัน สำหรับชื่อ
Shenandoah ในเพลงนี้เป็นหัวหน้าเผ่าอินเดียนแดงที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำ
Missouri
Shenandoah เป็นบทเพลงที่นิยมทั้งชาวเกาะและชาวเล
จนมีชื่ออื่นๆอีกหลายชื่อเช่น: Shennydore, The Wide
Missouri, The Wild Mizzourye, The World Of Misery-Solid
Fas (เวอร์ชั่นของชาวอินเดียนตะวันตก),The Oceanida, และ
Rolling River.
129.
Mary had a little
lamb
Mary Had a Little Lamb
เป็นเพลงสอนเด็กของชาวอเมริกันในศควรรษที่
19 ที่แต่งโดยกวีชาวนิวแฮมเชียร์
ชื่อ Sarah Josepha Hale
และเล่าขานต่อๆกันมาเกี่ยวกับ
เด็กหญิงตัวน้อยที่เลี้ยงแกะ
มีอยู่วันหนึ่งเธอจูงลูกแกะไปโรงเรียนด้วยตามที่พี่ชายเธอแนะนำ
ซึ่งไม่มีใครจะทำเช่นนั้นได้ เด็กน้อยคนนี้คือ
Mary Sawyer
ซึ่งต่อมาก็คือ
Mrs. Mary Tyler
จากเหตุการณ์ในครั้งนั้นเลยกลายเป็นเรื่องเล่าขานมาจนปัจจุบัน
130.
Jamaica
Fairwell
เพลงคาลิปโซ่ที่มีชื่อเสียงกับความงดงามของเกาะเวสต์
อินเดียน เพลงนี้ประพันธ์เนื้อโดย
Lord Burgess
Jamaica
เป็นประเทศที่อยู่บนเกาะในภูมิภาคหมู่เกาะแอนทิลลิสใหญ่
ตั้งอยู่ในทะเลแคริบเบียน
ชื่อประเทศ "จาเมกา" ซึ่งคนไทยมักอ่านออกเสียงเป็น
"จาไมกา" มาจากการเรียกขานเกาะของชนพื้นเมืองตาอีโน
Taíno ที่พูดภาษาอาราวัก Arawakan
เรียกเกาะนี้ว่า "ฌาเมคา" Xaymaca
แปลได้เป็นสองความหมายคือ "ดินแดนแห่งใบไม้ผลิ" หรือ
"แดนแห่งป่าและน้ำ"
จาเมกาเคยตกอยู่ใต้อาณัติของสเปนในสมัยราชวงศ์ฮัปสบูร์ก
ซึ่งเรียกเกาะนี้ว่า ซันเดียโก Santiago
จากนั้นตกอยู่ในการครอบครองของราชอาณานิคมอินดีสตะวันตกแห่งบริเตน
British Crown Colony of West Indies
ที่แปลงคำจากภาษาพื้นเมืองที่ใช้เรียกชื่อเกาะ ฌาเมคา
มาเป็น จาเมกา จึงกลายเป็นชื่อของเกาะ
และประเทศที่อยู่บนเกาะนั้นมาจนถึงทุกวันนี้
เมืองหลวงชื่อ"คิงสตัน"
Kingston "
และที่ทุกคนรู้จักจาเมก้าเพราะ "
เป็นเจ้าตำรับของลีลาศในจังหวะ "คาลิปโซ่"
(ยังมีต่อ) |