กลุ่มบริหารทั่วไป โรงเรียนศึกษานารี

 

 

Silent Night
Mariah Carey

  Silent night
Holy night
All is calm
All is bright
'Round yon virgin Mother and Child
Holy infant so tender and mild
Sleep in heavenly peace
Sleep in heavenly peace

Silent night
Holy night
Son of God
Oh love's pure light
Radiant beams from thy holy face
With the dawn of redeeming grace
Jesus Lord at Thy birth
Oh Jesus Lord at Thy birth...

Sleep
Sleep
Sleep in heavenly peace
Sleep in heavenly peace
Sleep in heavenly peace
Peace
Sleep
Sleep
Sleep in heavenly peace

  

 

"Silent Night" (Stille Nacht) เป็นเพลงที่ถูกนำไปร้องสำหรับการเฉลิมฉลองเทศกาลคริสตมาสมากที่สุดอีกเพลงหนึ่ง ต้นกำเนิดดั้งเดิมของ Stille Nacht ประพันธ์เนื้อร้องโดยบาทหลวงชาวเยอรมัน Josef Mohr และประพันธ์ทำนองโดย มือออร์แกนประจำโบสถ์ชาวออสเตรียน  Franz Xaver Gruber. ซึ่งมาถึงปัจจุบันนี้มีความแตกต่างไปบ้าง และต้นฉบับเดิมที่เป็นลายมือของมอร์เคยหายไปและได้คืนกลับมาในปี 1995   ไม่เพียงจะมีเนื้อเป็นภาษาอังกฤษและภาษาเยอรมันเท่านั้น หากแต่เพลงนี้ยังถูกแปลไปเป็นภาษาต่างๆทั่วโลกมากกว่า 300 ภาษา

เปรียบเทียบต้นฮบับดั้งเดิมภาษาเยอรมัน กับความหมายในภาษาอังกฤษ

  Stille Nacht! Heilige Nacht!
Alles schläft; einsam wacht
Nur das traute heilige Paar.
Holder Knab im lockigten Haar,
Schlafe in himmlischer Ruh!
Schlafe in himmlischer Ruh!
Stille Nacht! Heilige Nacht!
Alles schläft; einsam wacht
Nur das traute heilige Paar.
Holder Knab im lockigten Haar,
Schlafe in himmlischer Ruh!
Schlafe in himmlischer Ruh!
 
Silent night! Holy night!
All's asleep, one sole light,
Just the faithful and holy pair,
Lovely boy-child with curly hair,
Sleep in heavenly peace!
Sleep in heavenly peace!
Silent night! Holy night!
All's asleep, one sole light,
Just the faithful and holy pair,
Lovely boy-child with curly hair,
Sleep in heavenly peace!
Sleep in heavenly peace!
 

Silent Night ถูกบันทึกว่านำไปร้องครั้งแรกในโบสถ์ Nicola-Kirche (Church of St. Nicholas) เมือง Oberndorf,  กลางเทือกเขาแอลป์ ประเทศออสเตรีย เมื่อวันคริสตมาส ที่ 24  ธันวาคม ปี 1818. โดยมีตำนานเล่าความเป็นมาดังนี้

Josef Mohr
ได้รับแจ้งจาก Franz Gruber มือออร์แกนประจำโบสถ์ว่า ไปฟ์ออร์แกนที่ใช้เล่นประจำในโบสถ์เสีย และไม่สามารถเล่นได้ในคืนนี้  มอร์รู้สึกเสียใจที่จะไม่มีออร์แกนบรรเลงตามประเพณีในพิธีอันสำคัญของค่ำคืนนั้น เขาปลดปล่อยความรู้สึกคับข้องใจเรื่องออร์แกน สลัดมันทิ้ง แล้วกระชับเสื้อกันหนาวออกไปเยี่ยมเยียนชาวบ้านโดยหวังว่ากรูเบอร์คงจะหาคนมาซ่อมให้ได้ทันคืนนี้

สองสามชั่วโมงหลังจากการตระเวณไปตามที่ต่างๆ เมื่อเขากลับมาถึงบ้านก็นั่งลงเขียนบทกลอนบรรยายถึงความอัศจรรย์และความยิ่งใหญ่ของคริสตมาส
ครู่ใหญ่ กรูเบอร์ก็เข้ามาในห้องพร้อมกับข่าวความสิ้นหวังในการซ่อมออร์แกน มอร์ส่งกระดาษที่เขียนบทกลอนพร้อมกับกีต้าร์ให้ "ถ้าเราใช้ออร์แกนไม่ได้ อย่างน้อยเราก็มีเพลงใหม่ ลองดูสิ" กรูเบอร์ปฏิเสธแต่มอร์ก็คะยั้นคะยอให้ทดลองเล่น กรูเบอร์ดีดคอร์ดที่ง่ายและธรรมดา แต่แล้วทำนองวอลท์ซง่ายๆ นี้กลับเข้ากันกับบทกวีอย่างประหลาด และสามารถบรรยายความรู้สึกออกมาได้อย่างล้ำลึก และแล้วเพลง "Silent Night! Holy Night!" ก็ถูกร้องขึ้นเป็นครั้งแรกในค่ำคืนนั้น

ซึ่งบางตำนานเชื่อว่ามอร์เองอยากได้เพลงใหม่ๆสำหรับการสรรเสริญและเฉลิมฉลองคริสตมาสโดยการเล่นด้วยกีตาร์ แต่
เพลงนี้ไม่ได้จบอยู่ที่เมืองเล็กๆ กลางเทือกเขาแอลป์ เพราะเมื่อคาล มูราเซอร์ซ่อมออร์แกนให้ตอนต้นปี 1819 มอร์ก็ขอให้กรูเบอร์เล่นเพลงนี้อีกครั้งด้วยออร์แกน เพื่อให้มูราเซอร์ฟัง เขาตกหลุมรักเพลงนี้ทันทีและขอโน๊ตเพลงนี้ติดตัวจากไปด้วย

ผ่านไปสิบปี... คาล มูราเซอร์ได้มีโอกาสนำเพลงนี้ให้ลูกๆ ทั้งสี่คนของตระกูลสแตรสเซอร์ที่เขาคุ้นเคยทดลองร้องพวกเขามีพรสวรรค์ในด้านการร้องเพลงเป็นอย่างมาก คณะนักร้องสแตรสเซอร์ได้ขับร้องเพลงนี้ตามสถานที่ต่างๆ จนมาวันหนึ่ง โพแลนซ์ ผู้อำนวยการดนตรีชื่อดังได้ยินเข้าเมื่อเขาไปเดินในงานขายสินค้าที่เลฟซิก เขารู้สึกว่า "เสียงของเด็กสี่คนนี้ไพเราะจับใจเหมือนนกไนติงเกล" จึงเชิญพวกเขาไปร้องเพลงถวายกษัตริย์และพระราชินี ณ โบสถ์ในพระราชวังแซกซอน ที่ปราสาทเพลลิสเซนบวร์กในงานฉลองคริสตมาส คืนวันที่ 24 ธันวาคม 1832 หลังจากนั้นไม่นานเพลงนี้ก็ดังก้องโลก และเป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นเพลงที่มีความไพเราะที่สุดในบรรดาเพลงคริสตมาส
ยิ่งไปกว่านั้นเพลงนี้ได้รับการยกย่องสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์  "Stille-Nacht-edächtniskapelle" (Silent Night Memorial Chapel), ตั้งแต่ต้นปี 1900 ต่อมามีการบูรณะอย่างใหญ่โตโดยย้ายที่ตั้งใหม่และให้ชื่อว่า Silent Night Museum and Memorial Chapel in OberndorfThe Nicola-Kirche



ที่มา: หนังสือ "เบื้องหลังเพลง สร้างชีวิต"
http://gotoknow.org

http://www.tvburabha.com
http://en.wikipedia.orghttp://en.wikipedia.org

           

                   


ไม่สงวนสิทธิ์ในการนำไปใช้ประโยชน์ทางการศึกษาแต่ขอความกรุณาอ้างอิงแหล่งที่มาตามสมควรจะขอบคุณยิ่ง



June 7,2008