กลุ่มบริหารทั่วไป โรงเรียนศึกษานารี

 


Black magic woman
The Santana
 

  I got a Black Magic Woman.
I got a Black Magic Woman.
Yes, I got a Black Magic Woman,
She's got me so blind I can't see;
But she's a Black Magic Woman and
she's trying to make a devil out of me.

Don't turn your back on me, baby.
Don't turn your back on me, baby.
Yes, don't turn your back on me, baby,
Don't mess around with your tricks;
Don't turn your back on me, baby,
'cause you might just wake up my magic sticks.
 
 


The Santana

Black Magic Woman ผลงานการประพันธ์ของ Peter Green สมาชิกของวง Fleetwood Mac ซึ่งทำเป็นซิงเกิลออกมาเมื่อปี 1968  และทำลงในอัลบั้มที่ชื่อ English Rose (US) และอัลบั้ม The Pious Bird of Good Omen (UK) แต่กลายเป็นผลงานคลาสสิคอมตะของวง Santana ที่นำไปให้นักร้องนำของวงในตอนนั้น Gregg Rolie ร้องเมื่อปี 1970,

เป็นอีกตำนานเพลงที่มีชื่อเสียงที่สุดของวงซานตาน่า ด้วยเอกลักษณ์การโซโล่กีตาร์ของคาลอส ประกอบกับแนวดนตรีที่สนุกสนานของเพอร์คัสชั่น ที่เป็นกลิ่นอายของลาตินร้อค
 ทำให้เพลงนี้ได้รับความนิยมมาก ติดชาร์ตเพลงอันดับ 4 ในอเมริกาและคานาดาในปีนั้น ซึ่งต่อมาถูกรวมไว้ในอัลบั้ม Abraxas นอกจากได้รับความนิยมจากคอเพลงร้อคแล้ว ยังกลายเป็นเพลงฮิตอีกเพลงของนักเล่นเกมส์กีตาร์ฮีโร่

ศิลปินละตินร็อกระดับตำนานที่ได้รับการกล่าวขวัญตลอดระยะเวลาร่วม 40 ปี
 ด้วยสำเนียงโซโล่กีตาร์ที่หวาน และเร้าใจ

แทบไม่น่าเชื่อว่าพระสันตะปาปาเบ เนดิกต์ที่ 16 แห่งวาติกัน ซึ่งชื่นชอบเพลงคลาสสิกของโมสาร์ต และเคยกล่าวว่า "ดนตรี ร็อกเป็นผลงานของปิศาจ" จะหันมาฟังเพลงของศิลปินอย่าง "คาร์ลอส ซานตาน่า" เพราะเมื่อวันแห่งความรักที่ผ่านมา สำนักวาติกันประกาศให้ผลงานของ Santana  เป็นเพลงที่คริสตศาสนิกชนสามารถรับฟังได้ โดยบทความดังกล่าวถูกตีพิมพ์อยู่ ในหนังสือพิมพ์ของนครรัฐวาติกัน

ผู้เขียนบทความได้ให้เหตุผลว่า เถึงเวลาแล้วที่ทางวาติกันจะต้องแนะนำ "ยาต้านพิษ" ในรูปแบบของบทเพลง"คา ร์ลอส ซานตาน่า" ได้รับการยกย่องว่าเป็นสมาชิกหนึ่งเดียวของคนในรุ่น "วู้ดสต๊อก" ที่ยังอยู่ในจุดสูงสุดของอาชีพนักดนตรี ปี ค.ศ. 1998 เขาได้รับเกียรติจารึกชื่ออยู่ในสถาบัน ROCK AND ROLL HALL OF FAME
อีกทั้งตัวเขายัง
มีมูลนิธิที่ช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส ชื่อ Milagro ที่เป็นของเขาเองด้วย

 

 
คาร์ลอส  ซานตาน่า เกิดเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ. 1947 ที่เมือง AUTLAN DE NAVARRO เมืองเล็กๆ เมืองหนึ่งในประเทศเม็กซิโก  พ่อเป็นนักสีไวโอลินที่มีประสบการณ์จากสีไวโอลินเพลงพื้นบ้านกับวงประเภท MARIACHI BAND เมื่ออายุ 5 ขวบ คาร์ลอสได้รับของขวัญวันเกิดเป็นไวโอลินจากคุณพ่อ จากนั้นความสนใจในด้านดนตรีก็เริ่มขึ้น  พ่อเริ่มสอนให้คาร์ลอสรู้ถึงทฤษฎีขั้นพื้นฐานทางดนตรีและเทคนิคการสีไวโอลิน
 
ในปี  ค.ศ. 1955  ครอบครัวย้ายมาอยู่เมืองทีฮัวน่า (TIJUANA) เมืองใหญ่ติดพรมแดนอเมริกา ขณะเดียวกันกับเพลงร็อกแอนด์โรลกำลังเริ่มเข้ามามีอิทธิพลกับนักฟังเพลง ซึ่งคาร์ลอสมักจะฟังเป็นประจำจากทางวิทยุฝั่งอเมริกา ทำให้เขาเปลี่ยนจากไวโอลินมาศึกษาเทคนิคการเล่นกีตาร์แทน คาร์ลอสเริ่มหันมาสนใจดนตรีบลูส์ของศิลปินผิวดำอย่างเช่นบีบีคิง, ทีโบนวอร์คเกอร์ และจอห์น  ลี  ฮุคเกอร์ เมื่อโตเป็นวัยรุ่นคาร์ลอสสมัครเข้าเล่นดนตรีกับวงดนตรีหลายวงในเมือง  อาทิ วง  TJ'S เขาเริ่มประยุกต์บทเพลงโดยการผสมผสานดนตรีละตินเข้ากับร็อกและดนตรีบลูส์
 
เมื่อครอบครัวย้ายมาอยู่ที่นครซานฟรานซิสโกในปี  ค.ศ. 1960  คาร์ลอสย้ายตามมาในปี  ค.ศ. 1961  และที่ซานฟรานซิสโกนี่เองที่เขาได้พบกับวัฒนธรรมแปลกใหม่  และสไตล์เพลงที่เขาไม่เคยพบมาก่อน  เมื่อถึงเวลาเหมาะเจาะในปี ค.ศ. 1966 คาร์ลอส ซานตาน่า จัดรวบรวมเพื่อนศิลปินนักดนตรีตั้งเป็นวงชื่อ  SANTANA  BLUES  BAND สมาชิกก่อตั้งประกอบด้วย  เดวิด บราวน์ (เบส), ร็อด ฮาร์เปอร์  (กลอง),  ทอม  เฟรเซอร์  (ริทึ่มกีตาร์),  เกรค รอลี่ (คีย์บอร์ด) เล่นดนตรีตามคลับทั่วไปในซานฟรานซิสโก  จนกระทั่งอีก   2  ปีต่อมาเลื่อนขึ้นไปเล่นที่คลับอวาลอนบอลรูม เปลี่ยนชื่อวงมาเป็นซานตาน่า เพื่อเป็นการเน้นจังหวะริทึ่มละตินมากขึ้นกว่าเดิม   คาร์ลอส ซานตาน่า ได้เพิ่มตำแหน่งเพอร์คัสชั่นนิสต์  (PERCUSSIONISTS)  อีกสองคนคือ  ไมค์ คาราเบลโล กับ JOSE CHEPITO AREAS ส่วนมือกลองเปลี่ยนมาเป็น   MIKE   SHRIEVE  ซานตาน่าเริ่มมีชื่อกับการเล่นเพลงแบบฉบับละตินร็อก ได้รับการกล่าวขวัญเป็นศิลปินแนวหน้าคลื่นลูกใหม่ไฟแรง ในปี ค.ศ. 1968 ซานตาน่าได้รับเชิญไปเล่นดนตรีในเทศกาล  SKY RIVER ROCK FESTIVAL รวมทั้งคอนเสิร์ตที่โรงละคร  FILMORE WEST ในซานฟรานซิสโก จากนั้นในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1969 ซานตาน่าเป็นหนึ่งในวงดนตรีรับเชิญไปร่วมในเทศกาลดนตรี WOODSTOCK ทางตอนเหนือของรัฐนิวยอร์ก เพลง SOUL SACRIFICE เพลงหนึ่งที่ซานตาน่าเปิดแสดงในงานได้รับการกล่าวขวัญจากบรรดาคนที่มาเฝ้าชม การแสดง   อีกทั้งได้รับการบรรจุไว้ในอัลบั้มชุด WOODSTOCK ทำให้ชื่อซานตาน่าเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก
 
หลังจากเทศกาล  WOODSTOCK  ซานตาน่าเซ็นสัญญาบันทึกเสียงกับสังกัดโคลัมเบีย ออกอัลบั้มชุดแรกชุด SANTANA ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งในอัลบั้มชุดนี้มีเพลงเอกอยู่สองเพลงคือ JINGO (#56) และ EVIL   WAY  (#9)  อัลบั้มชุด  SANTANA  ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม  จนได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำในหลายประเทศ
 
เดือนตุลาคม ค.ศ. 1970 ซานตาน่าออกอัลบั้มชุดสองชื่อชุด ABRAXAS ทำสถิติจำหน่ายมากกว่าอัลบั้มชุดแรกด้วยจำนวน 6 ล้านก๊อบปี้ภายในเวลา 6 อาทิตย์แรก  เพลงเอกในอัลบั้มมีอยู่สองเพลงคือ  BLACK   MAGIC  WOMAN  เพลงเก่าของคณะ FLEETWOOD MAC ได้รับความนิยมขึ้นถึงอันดับ 4 ในชาร์ตบิลบอร์ด อีกเพลงหนึ่งจากอัลบั้ม ABRAXAS คือเพลง OYE COMO VA เพลงในสไตล์ซาลซ่า จากติโต้ ปูเอนเต้   นายวงดนตรีละตินชื่อดัง  ขณะเดียวกันมีการเปลี่ยนตัวสมาชิกในวงซานตาน่าอีกครั้ง  เดวิด บราวน์ กับไมค์ คาราเบลโล ลาออก โดยมีนีล ชอน (NEAL SCHON) สมาชิกใหม่มาทำหน้าที่มือกีตาร์และนักร้อง
 
เดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1971 ซานตาน่าออกอัลบั้มชุดที่สามชื่อชุด SANTANA 3 ซึ่งเพลงฮิตในอัลบั้มนี้มีอยู่สองเพลงคือ  EVERYBODY'S EVERYTHING (#12) กับ NO ONE TO DEPEND ON (#36) หลังจากนั้นอีกหนึ่งเดือน สมาชิกเดิมคือ เกรค โรลี (มือคีย์บอร์ด) กับนีล ชอน (มือกีตาร์) ลาออกไปตั้งวงใหม่ชื่อ JOURNEY
 
บัดดี้  ไมล์ส (BUDDY MILES) มือกลองมีชื่อซึ่งเคยเล่นกลองให้กับวงจิมี่ เฮนดริกซ์ กับไมค์ บลูมฟิลด์  เป็นศิลปินอีกคนหนึ่งที่คาร์ลอส ซานตาน่า ชื่นชอบและยกย่อง ทั้งคู่มีโอกาสร่วมเล่นดนตรีและบันทึกการแสดงสดบรรจุไว้ในอัลบั้มชุด  CARLOS  SANTANA AND BUDDY MILES LIVE บันทึกเสียงที่เกาะฮาวายในเดือนกันยายน ค.ศ. 1972 เพลงเอกในอัลบั้มได้แก่ EVIL WAYS/ THEM CHANGES จากนั้นในปลายปี  ค.ศ. 1972 ซานตาน่าออกอัลบั้มชุด  CARAVANSERAI อัลบั้มชุดแรกที่กล้าหนีเพลงแนวละตินร็อก หันมาเน้นแนวแจ๊สแทน  ทั้งนี้ เนื่องจากความชื่นชอบส่วนตัวของคาร์ลอสในตัวศิลปินมีชื่อหลายคน อาทิ ไมล์ส เดวิส และจอห์น  โคลเทรน เมื่อออกจำหน่ายติดอันดับอัลบั้มขายดีอันดับ 8 ในอเมริกา อีกทั้งได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำอีกด้วย
 
ปรัชญาตะวันออกเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่คาร์ลอส ซานตาน่า มีโอกาสสัมผัสและเรียนรู้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ย้ายมาอยู่นครซานฟรานซิสโก  ยุคกลางทศวรรษที่ 1960s จัดเป็นยุคที่ปรัชญาอินเดียและลัทธิ HARE KRISNA มีอิทธิพลเข้าครอบนำจิตใจคนรุ่นใหม่ ทั้งนี้เนื่องจากสังคมอเมริกันออกจะสับสนวุ่นวายพอสมควร บรรดาวัยรุ่นส่วนใหญ่ต่างไม่ทราบชะตาอนาคตของตนว่าวันพรุ่งนี้จะถูกหมาย เกณฑ์ทหารหรือไม่   ในปี  ค.ศ. 1973 จากการแนะนำของเพื่อนศิลปินหลายคน อาทิ จอห์น แมคลอคลิน (JOHN McLAUGHLIN) คาร์ลอสสมัครเข้าเป็นศิษย์นักปราชญ์ชาวอินเดียชื่อศรี ชินมอย  (SRI CHINMOY) ฝึกการนั่งสมาธิ และศึกษาปรัชญา คาร์ลอสได้รับการตั้งชื่อจากศรี ชินมอย ว่าเทวาทิพย์ (DEVADIP) และที่นี่เองที่คาร์ลอสได้พบรักและแต่งงานกับเอร์มิล่า ลูกศิษย์คนหนึ่งของศรี ชินมอย  ในช่วงนี้เองที่คาร์ลอส ซานตาน่า  ร่วมกับจอห์น แมคลอคลิน ออกอัลบั้มชุดหนึ่งในแนวแจ๊สผสมร็อกผสมดนตรีอินเดียชื่อชุด LOVE DEVOTION SURRENDER
 
SAMBA   PA  TI  ถือได้ว่าเป็นเพลงบรรเลง  กรีดกีตาร์ได้เย้ายวนที่สุดเพลงหนึ่ง  คาร์ลอสเคยบอกกับนักข่าวว่า มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เขารับประทานอาหารอยู่ในภัตตาคารแห่งหนึ่งในอิตาลี  พนักงานเสิร์ฟเดินมาบอกกับเขาอย่างภูมิใจว่า  ภรรยาเขาตั้งท้องก็เพราะเพลง  SAMBA PA TI เพลงนี้แหละ คาร์ลอสฟังแล้วออกจะภูมิใจอยู่ลึกๆ เช่นกัน
 
ปลายปี  ค.ศ. 1974  ซานตาน่าออกอัลบั้มชุด BORBOLETTA อัลบั้มเพลงในแนวแจ๊สร็อกฟิวชั่น มีศิลปินรับเชิญหลายคนมาเพิ่มสีสัน อาทิ   สแตนเลย์   คลาล์ค  รวมทั้งศิลปินคู่สามีภรรยาชาวบราซิลเลียน AIRTO กับฟลอร่า พูริม (FLORA PURIM) อัลบั้มชุดนี้ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง จากนั้นในเดือนพฤษภาคม  ค.ศ. 1976 ซานตาน่ากลับมาออกอัลบั้มในแนวละตินร็อก มีเพลงฮิตอยู่เพลงหนึ่งคือ LET IT SHINE ถัดมาในปี ค.ศ. 1977 ซานตาน่าออกอัลบั้มชุด MOONFLOWER นำเพลงเก่าของคณะ THE ZOMBIES มาใส่กลิ่นอายละตินร็อก  เพลง SHE'S NOT THERE ได้รับความนิยมในอเมริกาขึ้นถึงอันดับที่ 27 ส่วนอัลบั้ม MOONFLOWER ติดอันดับที่ 10 อัลบั้มขายดีในอเมริกา
 
ครั้นย่างเข้าสู่ยุคทศวรรษที่ 1980s ยุคที่ดนตรีนิวเวฟเริ่มเข้ามามีอิทธิพลต่อนักฟังเพลง ช่วงนี้ที่คาร์ลอส  ซานตาน่า หันมาออกอัลบั้มเดี่ยวร่วมกับเพื่อนศิลปินแจ๊สอีกสองคนคืด เฮอร์บี้ แฮนค็อค กับ เวย์น ชอร์ตเตอร์  แห่งคณะ WEATHER REPORT ปรากฏว่าเมื่อวางจำหน่ายไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร จากนั้นในปี ค.ศ. 1981 กลับมาออกอัลบั้มชุดในฐานะวงซานตาน่าชื่ออัลบั้มชุด  ZOBOI  ในอัลบั้มมีเพลงที่ได้รับความนิยมอยู่สองเพลงคือ WINNING  (#17)  งานเขียนของรัส บัลลาร์ด (RUSS BALLARD) อดีตสมาชิกวง  ZOMBIES  และ THE SENSITIVE KIND (#56) งานเขียนของ J.J. CALE ศิลปินบลูส์อีกคนหนึ่ง
 
ปี  ค.ศ. 1982 ซานตาน่าออกอัลบั้มชุด SHANGO มีเพียงสองเพลงที่ติดอันดับ TOP 100 คือเพลง HOLD  ON (#82) และ NO WHERE TO RUN (#66) ถัดมาในปี ค.ศ. 1983 ซานตาน่าร่วมคอนเสิร์ตทัวร์กับบ๊อบ  ไดแลน  เปิดการแสดงตามประเทศต่างๆ ในยุโรป รวมทั้งออกอัลบั้มชุด HAVANA MOON ที่มีศิลปินรับเชิญอย่างเช่น วิลลี่  เนลสัน  และ BOOKER T. JONES ดูเหมือนในช่วงนี้กระแสความนิยมในตัวซานตาน่าจะลดลง  ชื่อซานตาน่าเป็นที่กล่าวขวัญอีกครั้งเมื่อเขาได้รับเกียรติมาแต่งเพลง ประกอบหนังเรื่อง  LA  BAMBA ที่สร้างในปี ค.ศ. 1988 พลอยปลุกฟื้นคืนชีพเพลงละตินร็อกให้กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง
 
ปี  ค.ศ. 1992 คาร์ลอส ซานตาน่า ย้ายสังกัดมาอยู่กับโพลีแกรม ออกอัลบั้มชุดแรกชุด MILAGRO อันเป็นอัลบั้มที่เขา DEDICATE ให้กับบิล แกรแฮม เจ้าของโรงละคร FILLMORE WEST และศิลปินในดวงใจอีกคนหนึ่งคือ ไมล์ส เดวิส จากนั้นดูเหมือนผลงานที่ออกมาจะไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1999 เมื่อย้ายมาอยู่กับสังกัด BMG ออกอัลบั้มลำดับที่ 36 ชุด SUPERNATURAL ประยุกต์ละตินร็อกเข้ากับดนตรีอัลเทอร์เนทีฟ   โดยมีศิลปินรุ่นใหม่เข้ามาแจมในบทเพลงต่างๆ อาทิ ลอริน ฮิลล์, เดฟ แมทธิวส์, อีเกิลอาย เชอร์รี่   และ  MATCHBOX 20 ปรากฏว่าได้รับความนิยมเกินคาดเกือบทุกเพลง เมื่อตัดเป็นซิงเกิลกลายเป็นเพลงฮิต อาทิ SMOOTH และ MARIA, MARIA อัลบั้มขายเกินสิบล้านก๊อบปี้ อีกทั้งได้รับรางวัลแกรมมี่ถึง 9 รางวัล ล่าสุดเมื่อต้นปีเพิ่งจะออกอัลบั้มชุดใหม่ชื่อชุด SHAMAN  ยึดแนวสูตรสำเร็จรูปเหมือนเช่นอัลบั้ม  SUPERNATURAL  หลายเพลงในอัลบั้ม  อาทิ THE GAME OF LOVE ซึ่งมีนักร้องรับเชิญอย่างมิเชลล์ แบรนช์ เมื่อตัดเป็นซิงเกิลประสบความสำเร็จกลายเป็นเพลงฮิต
 
ซานตาน่ามาเปิดการแสดงคอนเสิร์ตในบ้านเราเมื่อ เดือน พฤศจิกายน 2547 ที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี


ไม่สงวนสิทธิ์ในการนำไปใช้ ประโยชน์ทางการศึกษาแต่ขอความกรุณาอ้างอิงแหล่งที่มาตามสมควรจะขอบคุณยิ่ง

 


July 17, 2006 

 

 

กลุ่มบริหารทั่วไป โรงเรียนศึกษานารี
176ถนนประชาธิปก เชิงสะพานพระปกเกล้า
แขวงวัดกัลยาณ์   เขตธนบุรี  กทม.10600
by wita  :  wita_snr@hotmail.com
>