เบื้องหลังเพลง"Maggie May" เมื่อสมัยเขายังเป็นหนุ่มน้อยอายุแค่ 16 ไปหลงรักสาวที่แก่กว่าเขา จนกระทั่ง"มีอะไรกับหล่อน" ซึ่งครั้งนั้นนับเป็นครั้งแรกในชีวิตหนุ่ม เป็นประสบการณ์จริงๆของตัวเขาเองซึ่งเขาเพิ่งเปิดเผยเมื่อเดือนมกราคม 2007 จนเป็นข่าวร้อนในหนังสือ Q magazine,เมื่อสจ๊วดให้สัมภาษณ์เองว่า Maggie May คือผู้หญิงที่เขามี Sex กับเธอเป็นครั้งแรกในชีวิตของเขาที่ Beaulieu Jazz Festival." แต่ Maggie เป็นศัพท์แสลงของชาวอังกฤษมีความหมายถึงพวกโสเภณี เขานำชื่อนี้มาจากเพลงพื้นบ้านของชาวลิเวอร์พูล Liverpool Folk song ได้มีวงดนตรีหลายวงนำชื่อเพลงนี้ไปใช้แม้แต่The Beatles สมัยที่พวกเขายังใช้ชื่อวงว่า The Quarrymen ว่ากันว่าเป็นเพลงแรกของ The Beatles ที่นำเพลงจากการแต่งของคนอื่นมาเล่น (แต่ไม่ใช่ version ของร้อด สจ๊วด)
สมัยนั้นเขาไม่เคยคิดว่าเพลงนี้จะกลายเป็นเพลงฮิตขึ้นมาได้
เพราะออกวางจำหน่ายครั้งแรกในอังกฤษเป็นเพลงด้าน
B-side
ของซิงเกิลเพลง"
Reason to
Believe,"
แต่เหล่า DJs
กลับพบว่าเพลงนี้มันน่าจะฮิตมากกว่า
แค่ 2
สัปดาห์ที่ออกมาก็ไต่ชาร์ตไปแล้ว
จึงมีการนำกลับมาทำใหม่ให้เป็นหน้า
A-side.
เพลงนี้ขึ้นถึงอันดับ
1 ในอังกฤษ
เมื่อเดือนตุลาคม
1971
และขึ้นอันดับ 1
ในสหรัฐอเมริกา
จากอัลบั้ม
Every
Picture Tells a
Story
เลยเจริญรอยตามวงรุ่นพี่อย่าง
The
Beatles, Paul
McCartney, Simon
and Garfunkel,
and Beyoncé.
วารสาร Rolling
Stone
จัดให้เพลงนี้เป็นลำดับที่
130
ของ 500
เพลงฮิตตลอดกาล
The 500 Greatest
Songs of All
Time.

เขา
เคยมาเปิดการแสดงที่ประเทศไทยถึง 3 ครั้ง ครั้งแรกปี 1981 ที่อินดอร์สเตเดียม หัวหมาก จัดโดยกลุ่มไนต์สปอต จากนั้นไม่นานเขามีโอกาสทำงานเป็น Presenter ให้กับเบียร์คลอสเตอร์ที่ผลิตในเมืองไทย ทำให้เขากลับมาพบกับแฟนๆ กับการแสดงสดอีกครั้งในช่วงกลางทศวรรษ 1980s และที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ จัดโดยกลุ่มเทโรเอนเตอร์เทนเมนต์ และเขาล่าสุดครั้งที่ 4 ในคืนวันพุธที่ 4 มีนาคม 2009 ที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี คอนเสิร์ตครั้งนี้ใช้ชื่อว่า ROCK STEWART ROCKS HIS GREATEST HITS แต่มีข่าวบางกระแสว่าครั้งนี้จะเป็นคอนเสิร์ตอำลา (Farewell Tour) ของร็อด สจ๊วต เพราะหลังจากโลดแล่นโดดเด่นอยู่ในวงการบันเทิงกว่า 40 ปี อีกทั้งเขาเพิ่งจะฉลองวันเกิดครบ 64 ปีไปเมื่อเดือนที่แล้ว
ในเดือนตุลาคม
1971,
เพลงนี้ก็ไต่ขึ้นไปเป็นเพลงอันดับ
1
ของชาร์ตเพลงในประเทศอังกฤษ
รวมทั้งในสหรัฐอเมริกาด้วยและในปี
2004
วารสาร
Rolling
Stone
จัดให้เพลงนี้อยู่ในอันดับที่
130ของบัญชีรายชื่อ
500
เพลงที่ยิ่งใหญ่ตลอดกาล
The
500
Greatest
Songs
of
All
Time
ซิงเกิลเดี่ยวสุดฮิตของเขาได้แก่เพลง "Maggie May", You Wear It Well, "Sailing", Tonight's the Night (Gonna Be Alright), "Hot Legs" Da Ya Think I'm Sexy? "Forever Young" และ "Rhythm of My Heart." ผลงานเพลงของเขาขายได้กว่า 250 ล้านแผ่น จัดเป็นนักร้องที่อยู่ในกลุ่มของศิลปินที่มียอดจำน่ายสูงสุด List of Best-Selling Music Artists.

Roderick David "Rod" Stewart CBE นักร้อง นักประพันธ์เพลง เกิดเมื่อ 10 มกราคม 1954 ปัจจุบันอายุ 63 ปี เป็นลูกคนสุดท้องในจำนวน 5 คนของครอบครัว Robert และ Elsie Stewart ชาวสกอตต์-อังกฤษ ซึ่งมีอาชีพนักข่าว และทั้งครอบครัวสจ๊วดเป็นแฟนเพลงของ Al Jolson ที่กำลังโด่งดังในช่วงนั้น ร้อดจึงทั้งสะสมแผ่นเสียงและอ่านประวัติของนักร้องคนโปรดของครอบครัวจนจำฝังใจ แค่ 11 ขวบหากีตาร์มาฝึกฝนจนมีโอกาสร่วมวงกับ The Kool Kats ซึ่งเป็นเพื่อนๆร่วมโรงเรียน หลังออกจากโรงเรียนตอนอายุ 15 เขาไปเป็นช่างทำซิลค์สกรีน และไปเป็นเด็กฝึกหัดของสโมสรฟุตบอล เบรนท์ฟอร์ด ทำงานขุดหลุมฝังศพ, เป็นช่างทำรั้ว, เขียนป้ายโฆษณา ฯ
ต่อมาเข้าร่วมวงดนตรีโฟล์กของ Wizz Jones จากนั้นร่วมตั้งวง Quartet
(ดนตรี 4 ชิ้น) ชือ Ray Davies ซึ่งต่อมาก็คือ ''The Kinks" วงร็อกระดับตำนานของอังกฤษ จากนั้นจึงมาเป็นนักร้อง และเล่นฮาร์โมนิก้าให้วง ''Jimmy Powell & the Five Dimensions ในปี 1964 ก่อนย้ายสู่วง ''Hoochie Coochie Men'' ซึ่งต่อมาคือวง Steampacket featuring Stewart' และ ''โซล เอเจนท์ส'' ช่วงนี้เองที่เขาได้ฉายา "Rod the Mod" ต่อมาไปตั้งวง 'Shotgun Express' ที่เปลี่ยนวงบ่อยก็เพราะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ช่วยให้ได้เพื่อนใหม่ในวงการเพียบ และค่อยๆ สร้างชื่อเสียงขึ้นมาเป็นลำดับ
ความเป็นนักร้องดาวรุ่ง ทำให้ถูกเรียกเข้ามาร่วมกลุ่ม Jeff Beck Group และได้ร่วมงานกับ Ronnie Wood เพื่อนสนิท หลังยุบวงในปี 1969 ทั้ง Ronnie Wood และ Rod Stewart ก็ไปเป็นนักร้องนำให้กับวง The Faces (ชื่อเดิมThe Small Faces) ขณะเดียวกันฝ่ายหลังยังเซ็นสัญญาออกอัลบั้มเดี่ยวชิ้นแรกคือ ''An Old Raincoat Won't Ever Let You Down'' ในปี 1969 ซึ่งต่อมาในสหรัฐอเมริกาเปลี่ยนชื่ออัลบั้มนี้เป็น ''The Rod Stewart Album'' ขณะ ''The Faces'' ยังต้องใช้ชื่อการแสดงว่า "The Faces with Rod Stewart." แต่ก็ดังแค่ในอังกฤษเท่านั้น ที่อเมริกานั้นเขายังไม่เป็นที่รู้จัก เมื่อออกงานชิ้นแรกในปี 1970 แค่ปีเดียววงแตก สจ๊วร์ตออกไปทำงานเดี่ยวเต็มตัว ส่วนวู้ดไปร่วมวง ''the Rolling Stones and the Walker Brothers'' สจ๊วร์ตออกอัลบั้มที่ 2 ''Gasoline Alley'' ในปี 1970
ในเดือนตุลาคม ปี 1971 Stewart ถูกบันทึกว่าเป็นศิลปินคนแรกที่มีผลงานติดอันดับ 1 ทั้งในอังกฤษและอเมริกา และทั้งชาร์ทของซิงเกิลและอัลบั้ม . ในขณะที่ "Maggie May" จากอัลบั้มที่ 3 ของเขา Every Picture Tells A Story มีเพลงดังอย่าง ''Reason To Believe' และ ''Maggie May'' ขึ้นอันดับ 1 ทั้งในสหรัฐอเมริกา และอังกฤษ ตัวอัลบั้มขึ้นอันดับ 1 ทั้งสองฝั่งแอตแลนติกเช่นกัน
''Never a Dull Moment'' เป็นอัลบั้มต่อมาในปี 1972 มีเพลง ''You Wear It Well'' ขึ้นอันดับ 1 ฝั่งอังกฤษ และตัวอัลบั้มก็ติดอันดับ 1 เช่นเดียวกับอัลบั้ม ''Sing It Again Rod'' ในปีต่อมา และ ''Smiler'' ในปี 1974
อัลบั้ม ''Atlantic Crossing'' ออกมาในปี 1975 มีเพลง I Don't Want to Talk About It และ Sailing'' เป็นเพลงอันดับ 1 ในอังกฤษอีกครั้ง อัลบั้มนี้ก็ติดอันดับ 1 ของอังกฤษเหมือนเดิม
ปีต่อมา อัลบั้ม ''Blondes Have More Fun'' มีเพลง ''Da Ya Think I'm Sexy?'' ขึ้นอันดับ 1 ทั้งสองฝั่งแอตแลนติกอีกครั้ง แต่อัลบั้มนี้ติดอันดับ 1 เฉพาะที่อังกฤษ
ชีวิตส่วนตัวของสจ๊วร์ต แตกต่างจากอาชีพร้องเพลงมาก เพราะปี 1999 ป่วยเป็นมะเร็งที่ต่อมไทรอยด์ แม้ผ่าตัดได้ แต่ทำให้เสียงของเขาไม่เหมือนเดิม ต่อมาเจ้าตัวจึงก่อตั้งมูลนิธิ เดอะ ซิตี้ ออฟ โฮป เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ต่างๆ โดยเฉพาะเด็ก สจ๊วร์ตมีลูก 7 คนจากภรรยา 5 คน แต่แต่งงานแค่ 3 ครั้ง ลูกคนโตคือ ซาราห์ ธูบรอน สตรีเตอร์ ตอนนี้อายุ 44 แล้ว และลูกคนเล็ก อลาสแตร์ วัลเลซ สจ๊วร์ต อายุ 3 ขวบ ภรรยาของสจ๊วร์ตส่วนใหญ่เป็นนางแบบ เช่น ดี แฮร์ริงตัน ที่คบกันช่วงปี 1971-75, เคลลี่ เอ็มเบิร์ก (1983-90), ราเชล ฮันเตอร์ (1990-2006) และ เพนนี แลนคาสเตอร์ ภรรยาคนปัจจุบัน ที่จดทะเบียนเป็นทางการเมื่อปี 2007 ชีวิตส่วนใหญ่แบ่งภาคระหว่างคฤหาสน์หลังใหญ่ในลอสแองเจลีส บ้านทรงโบราณในมณฑลเอสเซ็กซ์ อังกฤษ และบ้านพักตากอากาศที่เวสต์ปาล์มบีช ฟลอริดา
สจ๊วร์ตยังเป็นแฟนบอลของสโมสรกลาสโกว์ เซลติก ซึ่งเป็นที่มาของเพลง ''You're in my Heart'', แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และทีมชาติสกอตแลนด์ โดยพวกเขาเคยร่วมร้องเพลง ''Ole Ola (Mulher Brasileira)'' ร่วมกับสจ๊วร์ตเพื่อหาเงินทุนก่อนไปเตะฟุตบอลโลกปี 1978 Rod Stewart ได้รับการบันทึกชื่อในหอเกียรติยศวงการร็อก แอนด์ โรลล์ ปี 1994, Rock and Roll Hall of Fame, ถูกจารึกชื่อบนทางเดินเกียรติยศของฮอลลีวู้ด เมื่อปี 2005 Hollywood Walk of Fame รับรางวัลแกรมมี่สาขา Best Traditional Pop Vocal Album ปี 2005 เข้าสู่หอเกียรติยศวงการดนตรีอังกฤษ ปี 2006 UK Music Hall of Fame,และได้เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้น CBE (Commander of the British Empire) เมื่อปี 2007
