กลุ่มบริหารทั่วไป โรงเรียนศึกษานารี

 

 

Maggie May
Rod Stewart

 

  Wake up maggie I think I got something to say to you
Its late september and I really should be back at school
I know I keep you amused but I feel Im being used
Oh maggie I couldnt have tried any more
You lured me away from home just to save you from being alone
You stole my heart and thats what really hurt

The morning sun when its in your face really shows your age
But that dont worry me none in my eyes youre everything
I laughed at all of your jokes my love you didnt need to coax
Oh, maggie I couldnt have tried any more
You lured me away from home, just to save you from being alone
You stole my soul and thats a pain I can do without

All I needed was a friend to lend a guiding hand
But you turned into a lover and
Mother what a lover, you wore me out
All you did was wreck my bed
And in the morning kick me in the head
Oh maggie I couldnt have tried anymore
You lured me away from home cause you didnt want to be alone
You stole my heart I couldnt leave you if I tried

I suppose I could collect my books and get on back to school
Or steal my daddys cue and make a living out of playing pool
Or find myself a rock and roll band that needs a helpin hand
Oh maggie I wish Id never seen your face
You made a first-class fool out of me
But Im as blind as a fool can be
You stole my heart but I love you anyway

Maggie I wish Id never seen your face
Ill get on back home one of these days

 

 

 

 

 

"Maggie May" เพลงจากการประพันธ์ของ Rod Stewart and Martin Quittenton บันทึกเสียงร้องโดย Stewart เมื่อปี 1971จากอัลบั้ม Every Picture Tells a Story.

เบื้องหลังเพลง"Maggie May" เมื่อสมัยเขายังเป็นหนุ่มน้อยอายุแค่ 16 ไปหลงรักสาวที่แก่กว่าเขา จนกระทั่ง"มีอะไรกับหล่อน"  ซึ่งครั้งนั้นนับเป็นครั้งแรกในชีวิตหนุ่ม เป็นประสบการณ์จริงๆของตัวเขาเองซึ่งเขาเพิ่งเปิดเผยเมื่อเดือนมกราคม 2007 จนเป็นข่าวร้อนในหนังสือ Q magazine,เมื่อสจ๊วดให้สัมภาษณ์เองว่า  Maggie May คือผู้หญิงที่เขามี Sex กับเธอเป็นครั้งแรกในชีวิตของเขาที่ Beaulieu Jazz Festival."  แต่ Maggie เป็นศัพท์แสลงของชาวอังกฤษมีความหมายถึงพวกโสเภณี เขานำชื่อนี้มาจากเพลงพื้นบ้านของชาวลิเวอร์พูล  Liverpool Folk song   ได้มีวงดนตรีหลายวงนำชื่อเพลงนี้ไปใช้แม้แต่The Beatles สมัยที่พวกเขายังใช้ชื่อวงว่า   The Quarrymen ว่ากันว่าเป็นเพลงแรกของ The Beatles ที่นำเพลงจากการแต่งของคนอื่นมาเล่น (แต่ไม่ใช่ version ของร้อด สจ๊วด)

สมัยนั้นเขาไม่เคยคิดว่าเพลงนี้จะกลายเป็นเพลงฮิตขึ้นมาได้ เพราะออกวางจำหน่ายครั้งแรกในอังกฤษเป็นเพลงด้าน  B-side ของซิงเกิลเพลง" Reason to Believe," แต่เหล่า  DJs กลับพบว่าเพลงนี้มันน่าจะฮิตมากกว่า แค่ 2 สัปดาห์ที่ออกมาก็ไต่ชาร์ตไปแล้ว จึงมีการนำกลับมาทำใหม่ให้เป็นหน้า A-side. เพลงนี้ขึ้นถึงอันดับ 1 ในอังกฤษ เมื่อเดือนตุลาคม  1971 และขึ้นอันดับ 1 ในสหรัฐอเมริกา จากอัลบั้ม  Every Picture Tells a Story  เลยเจริญรอยตามวงรุ่นพี่อย่าง The Beatles, Paul McCartney, Simon and Garfunkel, and Beyoncé.

วารสาร  Rolling Stone จัดให้เพลงนี้เป็นลำดับที่ 130 ของ 500 เพลงฮิตตลอดกาล The 500 Greatest Songs of All Time.

 

เขาเคยมาเปิดการแสดงที่ประเทศไทยถึง  3  ครั้ง  ครั้งแรกปี  1981  ที่อินดอร์สเตเดียม  หัวหมาก  จัดโดยกลุ่มไนต์สปอต  จากนั้นไม่นานเขามีโอกาสทำงานเป็น  Presenter  ให้กับเบียร์คลอสเตอร์ที่ผลิตในเมืองไทย  ทำให้เขากลับมาพบกับแฟนๆ กับการแสดงสดอีกครั้งในช่วงกลางทศวรรษ 1980s และที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์  จัดโดยกลุ่มเทโรเอนเตอร์เทนเมนต์ และเขาล่าสุดครั้งที่  4  ในคืนวันพุธที่  4  มีนาคม 2009 ที่อิมแพ็ค อารีน่า  เมืองทองธานี  คอนเสิร์ตครั้งนี้ใช้ชื่อว่า ROCK  STEWART   ROCKS HIS GREATEST HITS แต่มีข่าวบางกระแสว่าครั้งนี้จะเป็นคอนเสิร์ตอำลา  (Farewell  Tour)  ของร็อด  สจ๊วต  เพราะหลังจากโลดแล่นโดดเด่นอยู่ในวงการบันเทิงกว่า  40 ปี  อีกทั้งเขาเพิ่งจะฉลองวันเกิดครบ 64 ปีไปเมื่อเดือนที่แล้ว 

 

ในเดือนตุลาคม  1971, เพลงนี้ก็ไต่ขึ้นไปเป็นเพลงอันดับ 1 ของชาร์ตเพลงในประเทศอังกฤษ รวมทั้งในสหรัฐอเมริกาด้วยและในปี 2004 วารสาร Rolling Stone จัดให้เพลงนี้อยู่ในอันดับที่ 130ของบัญชีรายชื่อ 500 เพลงที่ยิ่งใหญ่ตลอดกาล  The 500 Greatest Songs of All Time
 

 
Rod Stewart หนึ่งในตำนานนักร้องเสียงแหบเสน่ห์และมาดสุดเท่ห์ที่ครองใจแฟนเพลงทั่วโลกมากว่า 40  ปี  กล่าวได้ว่าเขาคือศิลปินเดี่ยวที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในอังกฤษก็ว่าได้ ร็อด สจ๊วต มีผลงานฮิตติดบริติชชาร์ตกว่า  60  เพลงส่วนในอเมริกา มีงานฮิตติดบิลบอร์ดชาร์ตร่วม 50 เพลง   เขาเป็นเจ้าของผลงาน 16 Top Ten Singles ในสหรัฐอเมริกา และ 4 ใน 16 เพลงเหล่านี้แตะถึงอันดับ 1     

ซิงเกิลเดี่ยวสุดฮิตของเขาได้แก่เพลง "Maggie May", You Wear It Well, "Sailing", Tonight's the Night (Gonna Be Alright), "Hot Legs" Da Ya Think I'm Sexy? "Forever Young" และ "Rhythm of My Heart." ผลงานเพลงของเขาขายได้กว่า 250 ล้านแผ่น จัดเป็นนักร้องที่อยู่ในกลุ่มของศิลปินที่มียอดจำน่ายสูงสุด
List of Best-Selling Music Artists.

 

 

 

Roderick David "Rod" Stewart  CBE  นักร้อง นักประพันธ์เพลง เกิดเมื่อ 10 มกราคม 1954 ปัจจุบันอายุ 63 ปี  เป็นลูกคนสุดท้องในจำนวน 5 คนของครอบครัว Robert และ Elsie Stewart ชาวสกอตต์-อังกฤษ ซึ่งมีอาชีพนักข่าว และทั้งครอบครัวสจ๊วดเป็นแฟนเพลงของ Al Jolson  ที่กำลังโด่งดังในช่วงนั้น ร้อดจึงทั้งสะสมแผ่นเสียงและอ่านประวัติของนักร้องคนโปรดของครอบครัวจนจำฝังใจ  แค่ 11 ขวบหากีตาร์มาฝึกฝนจนมีโอกาสร่วมวงกับ The Kool Kats ซึ่งเป็นเพื่อนๆร่วมโรงเรียน  หลังออกจากโรงเรียนตอนอายุ 15 เขาไปเป็นช่างทำซิลค์สกรีน และไปเป็นเด็กฝึกหัดของสโมสรฟุตบอล เบรนท์ฟอร์ด ทำงานขุดหลุมฝังศพ, เป็นช่างทำรั้ว, เขียนป้ายโฆษณา

 
ต่อมาเข้าร่วมวงดนตรีโฟล์กของ  Wizz Jones  จากนั้นร่วมตั้งวง Quartet (ดนตรี 4 ชิ้น) ชือ Ray Davies ซึ่งต่อมาก็คือ ''The Kinks" วงร็อกระดับตำนานของอังกฤษ จากนั้นจึงมาเป็นนักร้อง และเล่นฮาร์โมนิก้าให้วง ''Jimmy Powell & the Five Dimensions ในปี 1964 ก่อนย้ายสู่วง ''Hoochie Coochie Men'' ซึ่งต่อมาคือวง Steampacket featuring Stewart'  และ ''โซล เอเจนท์ส'' ช่วงนี้เองที่เขาได้ฉายา "Rod the Mod" ต่อมาไปตั้งวง 'Shotgun Express' ที่เปลี่ยนวงบ่อยก็เพราะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ช่วยให้ได้เพื่อนใหม่ในวงการเพียบ และค่อยๆ สร้างชื่อเสียงขึ้นมาเป็นลำดับ

ความเป็นนักร้องดาวรุ่ง ทำให้ถูกเรียกเข้ามาร่วมกลุ่ม Jeff Beck Group และได้ร่วมงานกับ
Ronnie Wood เพื่อนสนิท หลังยุบวงในปี 1969 ทั้ง Ronnie Wood และ Rod Stewart ก็ไปเป็นนักร้องนำให้กับวง The Faces  (ชื่อเดิมThe Small Faces) ขณะเดียวกันฝ่ายหลังยังเซ็นสัญญาออกอัลบั้มเดี่ยวชิ้นแรกคือ ''An Old Raincoat Won't Ever Let You Down'' ในปี 1969 ซึ่งต่อมาในสหรัฐอเมริกาเปลี่ยนชื่ออัลบั้มนี้เป็น ''The Rod Stewart Album'' ขณะ ''The  Faces'' ยังต้องใช้ชื่อการแสดงว่า "The Faces with Rod Stewart." แต่ก็ดังแค่ในอังกฤษเท่านั้น ที่อเมริกานั้นเขายังไม่เป็นที่รู้จัก มื่อออกงานชิ้นแรกในปี 1970 ค่ปีเดียววงแตก สจ๊วร์ตออกไปทำงานเดี่ยวเต็มตัว ส่วนวู้ดไปร่วมวง ''the Rolling Stones and the Walker Brothers''  สจ๊วร์ตออกอัลบั้มที่ 2 ''Gasoline Alley'' ในปี 1970

ในเดือนตุลาคม ปี 1971  Stewart ถูกบันทึกว่าเป็นศิลปินคนแรกที่มีผลงานติดอันดับ 1 ทั้งในอังกฤษและอเมริกา และทั้งชาร์ทของซิงเกิลและอัลบั้ม . ในขณะที่ "Maggie May" จากอัลบั้มที่ 3 ของเขา  Every Picture Tells A Story มีเพลงดังอย่าง ''Reason To Believe' และ ''Maggie May''
ขึ้นอันดับ 1 ทั้งในสหรัฐอเมริกา และอังกฤษ ตัวอัลบั้มขึ้นอันดับ 1 ทั้งสองฝั่งแอตแลนติกเช่นกัน

''Never a Dull Moment'' เป็นอัลบั้มต่อมาในปี 1972 มีเพลง ''You Wear It Well'' ขึ้นอันดับ 1 ฝั่งอังกฤษ และตัวอัลบั้มก็ติดอันดับ 1 เช่นเดียวกับอัลบั้ม ''Sing It Again Rod'' ในปีต่อมา และ ''Smiler'' ในปี 1974
 
อัลบั้ม ''Atlantic Crossing'' ออกมาในปี 1975 มีเพลง I Don't Want to Talk About It และ Sailing'' เป็นเพลงอันดับ 1 ในอังกฤษอีกครั้ง   อัลบั้มนี้ก็ติดอันดับ 1 ของอังกฤษเหมือนเดิม
 
อัลบั้ม ''A Night on the Town'' ในปี 1976 มีเพลง Tonight's the Night (Gonna Be Alright) ขึ้นอันดับ 1 ในสหรัฐอเมริกา ตัวอัลบั้มก็ติดอันดับ 1 ที่อังกฤษ

ปีต่อมา อัลบั้ม ''Blondes Have More Fun'' มีเพลง ''Da Ya Think I'm Sexy?'' ขึ้นอันดับ 1 ทั้งสองฝั่งแอตแลนติกอีกครั้ง แต่อัลบั้มนี้ติดอันดับ 1 เฉพาะที่อังกฤษ

 

สจ๊วร์ตออกงานรวมฮิต ''Rod Stewart Greatest Hits Vol. 1'' ติดอันดับ 1 ของอังกฤษในปี 1978 เขาหายไปถึง 5 ปีกว่าจะมี ''Baby Jane'' จากอัลบั้ม ''Body Wishes'' ขึ้นอันดับ 1 ที่อังกฤษ น่าเศร้าคือเป็นเพลงอันดับ 1 ในบ้านเกิดเพลงสุดท้ายของเขาจนถึงตอนนี้ด้วย ส่วนอันดับ 1 เพลงสุดท้ายของสจ๊วร์ตในสหรัฐอเมริกาคือ ''All for Love'' ซึ่งร้องคู่ ไบรอัน อดัมส์ กับ สติง และมาจากภาพยนตร์เรื่อง ''The Three Musketeers'' ในปี 1993 และ 2 อัลบั้มสุดท้ายที่ติดอันดับ 1 ในสหรัฐอเมริกาก็คือ ''Stardust: the Great American Songbook 3'' เมื่อปี 2004 กับ ''Still the Same... Great Rock Classics of our Time'' ในปี 2006

ชีวิตส่วนตัวของสจ๊วร์ต แตกต่างจากอาชีพร้องเพลงมาก เพราะปี 1999 ป่วยเป็นมะเร็งที่ต่อมไทรอยด์ แม้ผ่าตัดได้ แต่ทำให้เสียงของเขาไม่เหมือนเดิม ต่อมาเจ้าตัวจึงก่อตั้งมูลนิธิ เดอะ ซิตี้ ออฟ โฮป เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ต่างๆ โดยเฉพาะเด็ก สจ๊วร์ตมีลูก 7 คนจากภรรยา 5 คน แต่แต่งงานแค่ 3 ครั้ง ลูกคนโตคือ ซาราห์ ธูบรอน สตรีเตอร์ ตอนนี้อายุ 44 แล้ว และลูกคนเล็ก อลาสแตร์ วัลเลซ สจ๊วร์ต อายุ 3 ขวบ ภรรยาของสจ๊วร์ตส่วนใหญ่เป็นนางแบบ เช่น ดี แฮร์ริงตัน ที่คบกันช่วงปี 1971-75, เคลลี่ เอ็มเบิร์ก (1983-90), ราเชล ฮันเตอร์ (1990-2006) และ เพนนี แลนคาสเตอร์ ภรรยาคนปัจจุบัน
ที่จดทะเบียนเป็นทางการเมื่อปี  2007  ชีวิตส่วนใหญ่แบ่งภาคระหว่างคฤหาสน์หลังใหญ่ในลอสแองเจลีส บ้านทรงโบราณในมณฑลเอสเซ็กซ์  อังกฤษ และบ้านพักตากอากาศที่เวสต์ปาล์มบีช ฟลอริดา 

สจ๊วร์ตยังเป็นแฟนบอลของสโมสรกลาสโกว์ เซลติก ซึ่งเป็นที่มาของเพลง ''You're in my Heart'', แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และทีมชาติสกอตแลนด์ โดยพวกเขาเคยร่วมร้องเพลง ''Ole Ola (Mulher Brasileira)'' ร่วมกับสจ๊วร์ตเพื่อหาเงินทุนก่อนไปเตะฟุตบอลโลกปี 1978

Rod Stewart ได้รับการบันทึกชื่อในหอเกียรติยศวงการร็อก แอนด์ โรลล์ ปี 1994,
Rock and Roll Hall of Fame, ถูกจารึกชื่อบนทางเดินเกียรติยศของฮอลลีวู้ด เมื่อปี 2005  Hollywood Walk of Fame  รับรางวัลแกรมมี่สาขา Best Traditional Pop Vocal Album ปี 2005 เข้าสู่หอเกียรติยศวงการดนตรีอังกฤษ ปี 2006 UK Music Hall of Fame,และได้เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้น CBE (Commander of the British Empire) เมื่อปี 2007

 

Rod Stewart - It's A Heartache

 

Rod Stewart - The way you look tonight

 

First Cut is the Deepest - by Rod Stewart

 

What a Wonderful World - Rod Stewart

 

Rod Stewart-Have I told you lately

 

Rod Stewart-I Don't Want To Talk About it

 

Rod Stewart-You're in my heart

 

Rod Stewart & Ron Wood - Maggie May (Live At Royal Albert Hall)


 

 

   

ไม่สงวนสิทธิ์ในการนำไปใช้ประโยชน์ทางการศึกษาแต่ขอความกรุณาอ้างอิงแหล่งที่มาตามสมควรจะขอบคุณยิ่ง

 


March 8,2009
 

 

กลุ่มบริหารทั่วไป โรงเรียนศึกษานารี
176ถนนประชาธิปก เชิงสะพานพระปกเกล้า
แขวงวัดกัลยาณ์   เขตธนบุรี  กทม.10600
by wita :  wita_snr@hotmail.com
/