+i+n6r+s); temp.top=Y[i]+YS; temp.left=X[i]+XS; } setTimeout('MoveRandom()',70); } Curve(); MoveRandom(); //-->   www.snr.ac.th : โรงเรียนศึกษานารี


กลุ่มบริหารทั่วไป โรงเรียนศึกษานารี

 

 



Whatever Will Be, Will Be
Doris Day

 

  When I was just a little girl
I asked my mother what will I be
Will I be pretty, will I be rich
Here's what she said to me

Que sera, sera
Whatever will be, will be
The future's not ours to see
Que sera, sera
What will be, will be

When I grew up and fell in love
I asked my sweetheart what lies ahead
Will we have rainbows day after day
Here's what my sweetheart said
(Repeat *)


Now I have children of my own
They asked their mother what will I be
Will I be handsome, will I be rich
I tell them tenderly
(Repeat *)
 

 Que sera, sera


 

 

 

  "


Whatever Will Be, Will Be เป็นเพลงประกอบหนังของ Alfred Hitchcock เรื่อง "The Man Who Knew Too Much" เข้าฉายในปี 1956 นำแสดงโดย Doris Day และ James Stewart. เป็นลิขสิทธิ์ของ Columbia Records ประพันธ์ดนตรีโดย Jay Livingston และประพันธ์เนื้อร้องโดย Ray Evans ซึ่งทั้งคู่นั้นมีผลงานเพลงประกอบภาพยนตร์ในหลายๆเรื่องกับสังกัดของ Paramount Pictures 
 

ออกสู่ตลาดเพลงในปี 1956 ขึ้นถึงอันดับ Top 40 Hits ของนิตยสารบิลบอร์ด ชาร์ทครั้งแรกในเดือนกรกฎาคม 1956 และในปีนั้นได้รับรางวัลเพลงยอดเยี่ยม Academy Award for Best Original Song ในชื่อเพลง "Whatever Will Be, Will Be (Que Sera, Sera) ฮิตเป็นอันดับ 2 ของชาร์ตเพลงบิลบอร์ดที่อเมริกาและ อังกฤษ ระหว่างปี1968 -1973, และกลายเป็นเพลง The Biggest Hit และเป็นสัญญลักษณ์ขอ Doris Day ที่คนทั้งโลกรู้จัก ทั้งๆที่ในครั้งแรก Doris Day ปฎิเสธที่จะร้องเพลงนี้ โดยอ้างว่ามันเป็นเพลงของเด็กๆ 
 

ก่อนจะมาใช้ชื่อเพลงนี้ Jay Livingston เปลี่ยนมาจาก ชื่อ "Che sera sera," เป็นข้อความที่เขาเคยเห็นจากในหนังเรื่อง The Barefoot Contessa. ซึ่งเป็นภาษาอิตาเลียน แต่ในอเมริกานั้นมีคนนิยมใช้ภาษาสเปนกันอย่างแพร่หลาย

Que será มีความหมายว่า "what will be"เพื่อความสละสลวยของภาษาจึงใช้ "whatever will be".
แต่ในภาษาฝรั่งเศสใช้ว่า ce qui sera ภาษาอิตาเลียนเรียกว่า quello che sarŕ ส่วนโปรตุเกสเรียกว่า o que sera และในภาษาสเปน ใช้  lo que sera

 

  

 

 

รางวัล Oscar เริ่มมีการประกาศผลครั้งแรกในปี 1950 เป็นรางวัลที่มอบให้หนังที่ออกฉายในปีก่อนหน้านั้น คือตั้งแต่ปี 1949  วันที่ 27 มีนาคม 2500 มีการจัดงาน 2 ที่พร้อมกัน และเชื่อมโยงเป็นงานเดียวกันด้วย คือที่ NBC International Theatre   โดยมี  Bob Hope เป็นพิธีกร และที่ Celeste Holm มี Jerry Lewis เป็นพิธีกร ผลรางวัลเพลงยอดเยี่ยม Academy Award for Best Original Song   เป็นของ Jay Livingston กับ Ray Evans ในเพลง "Whatever Will Be, Will Be (Que Sera, Sera)" จากหนังของ Alfred Hitchcock เรื่อง The Man Who Knew Too Much ที่เข้าฉายในปี 1956, นับเป็นออสการ์ตัวที่ 3 ของ Livingston and Evans, หลังจากที่เคยได้รับไปแล้วเมื่อปี 1948 และ 1950.

Que Sera, Sera ท่อนสร้อยของเพลงนี้ที่นางเอกในเรื่องใช้ร้องส่งสัญญาณถึงลูกชายที่ถูกจับอยู่ในบริเวณสถานที่กักกัน ได้กลายไปเป็นคำที่ใช้กันติดปากในหลายๆประเทศ หมายถึงอะไรจะเกิดมันก็เกิด หรือเป็นไงเป็นกัน

 

อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด ฟังดูอาจจะรู้สึกทำให้เป็นคนเฉื่อยชา ไม่กระตือรือร้นดิ้นรนไขว่คว้า แต่ในการสื่อความหมายของบทเพลงนี้ บอกให้เรามีความสุขอย่างพอเพียงกับสิ่งที่เรามีในปัจจุบัน เพราะอนาคตนั้น มันยังมาไม่ถึง ฉะนั้นอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด   Que Sera, Sera.

 

 

เมื่อตอนยังเล็กฉันถามคุณแม่ว่า
โตขึ้นมาหนูจะเป็นอะไร
จะร่ำรวยสวยงามบ้างหรือไม่
คุณแม่ไขข้องข้องตอบดังนี้

เคว เซรา เซรานะลูกจ๋า
อะไรจะมามันก็มาอยู่ดี

ใครจะเห็นอนาคตนั้นไม่มี
ทำให้ดีที่สุดเถอะลูกเอย

เมื่อเติบโตฉันถามสุดที่รัก
วันหน้าจักเป็นไฉนช่วยเฉลย
ฟ้าจะมีรุ้งทุกวันได้ไหมเอย
เขาได้เผยข้อข้องตอบดังนี้

เคว เซ รา เซรา นะเธอจ๋า
อะไรจะมา มันก็มาอยู่ดี
ใครจะเห็นอนาคตนั้นไม่มี
ทำให้ดีที่สุดเถอะดวงใจ

เมื่อฉันมีลูกน้อยในอ้อมอก
เจ้าทารกถามแม่ด้วยสงสัย
ฉันจะรวย จะหล่อกับเขามั้ย
ตอบด้วยใจรักลูกว่าดังนี้


เคว เซ รา เซรา นะลูกจ๋า
อะไรจะมา มันก็มาอยู่ดี
ใครจะเห็นอนาคตนั้นไม่มี
ทำให้ดีที่สุดเถอะลูกเอย
 

 

What ever will be will be หรือ  Que sera sera เพลงนี้เคยมีผู้กำกับนำไปใช้ประกอบหนังไทยเรื่อง เพชรพระอุมา โดยปรากฏอยู่ในตอนที่ 85  “จอมผีดิบมันตรัย เล่มที่ 3 (ตอนที่สามของเพชรพระอุมา มี 4 เล่ม) เมื่อไชยยันต์และมาเรียได้เข้าไปในถ้ำ หลังจากนั้นจึงพบกับหินเสือดำหรืออีกนัยหนึ่งคือ อีกร่างหนึ่งของมันตรัย ระหว่างที่ทั้งสองกำลังสำรวจถ้ำนั้นมาเรียก็ได้ร้องเพลงนี้ขึ้น ท่อนหนี่งจากเพลงนั้นที่ปรากฏในเพชรพระอุมาคือ "When I was just a little girl … I ask my mother what will I be Will I be pritty?  Will I berich ? This was she answered me…. Que zera zera What ever will be will be

จนเมื่อหนังออกฉายเพลงนี้จึงกลายเป็นเพลงยอดฮิตที่นำมาร้องทั้งเด็กและผู้ใหญ่ และยังเคยถูกนำไปใช้แปลเป็นเนื้อร้องอีกหลายภาษา และทำเป็นบทเรียนสอนภาษาอังกฤษแก่เด็กๆในหลายๆหลักสูตร รวมทั้งในบทเรียนของคนไทย   

 

ได้รับความนิยมไปทั่วโลกมีหลายเวอร์ชั่นจากหลายนักร้อง เพลงนี้ขึ้นอันดับ 1 ในชาร์ทเพลงของหลายประเทศทั้งอังกฤษ อเมริกา เบลเยี่ยม โปรตุเกส ฝรั่งเศส แคนาดา ฮังการี ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เกาหลี เคยถูกนำมาเป็นเพลงประกอบในหนัง ในรายการโทรทัศน์  และถูกนำไปร้องก่อนการแข่งขันฟุตบอล FIFA World Cup ที่ประเทศเยอรมันในปี 2006 และออกคอนเสิร์ต ที่ สนามเวมบลีย์ในกรุงลอนดอนเมื่อปี 2007 หรือแม้กระทั่งนำไปตั้งเป็นชื่อเครื่องบินรบ C-47 Skytrain  ของกองทัพเรืออเมริกัน

จนปัจจุบัน
Que Sera, Sera ท่อนสร้อยของเพลงนี้ ได้กลายไปเป็นคำที่ใช้กันติดปากในหลายๆประเทศ หมายถึงอะไรจะเกิดมันก็เกิด หรือเป็นไงเป็นกัน

 

เพลงนี้ถูกนำมาใส่เป็นตำราเรียนภาษาอังกฤษ ในหลายๆหลักสูตร คนไทยในยคก่อนมักจะรู้จักเพลงนี้ดีจากในชั่วโมงเรียนภาษาอังกฤษที่ครูนำมาสอนในหลักสูตร บ้างเป็นหลักสูตรประถม บ้างเป็นหลักสูตรในระดับมัธยม ปัจจุบันนี้กลับมาฮือฮาอีกครั้งในเมืองไทย แต่ในครั้งนี้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับบทเรียนในตำราเรียน แต่กลายเป็นบทเรียนจากชีวิตจริง เมื่อบริษัทไทยประกันชีวิต"เจ้าแห่งความโศกสะเทือนอารมณ์" นำมาทำเป็นสปอตโฆษณา โดยเน้นภาพไปที่เด็กๆกำลังร้องเพลงด้วยรอยยิ้มและแววตาที่บ่งบอกว่าอะไรจะเกิด มันก็ต้องเกิด

ไทยประกันชีวิต Whatever will be will be


รวมโฆษณาไทยประกันชีวิตกับความสะเทือนอารมณ์

 

 

 

ไม่สงวนสิทธิ์ในการนำไปใช้ประโยชน์ทางการศึกษาแต่ขอความกรุณาอ้างอิงแหล่งที่มาตามสมควรจะขอบคุณยิ่ง


October 18,2009 

 

 

กลุ่มบริหารทั่วไป โรงเรียนศึกษานารี
176ถนนประชาธิปก เชิงสะพานพระปกเกล้า
แขวงวัดกัลยาณ์   เขตธนบุรี  กทม.10600
by wita :  wita_snr@hotmail.com