ในปี 1977 เธอย้ายจากบ้านเกิดที่เบย์ซิตี้ รัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา ด้วยเงินติดตัวเพียง 35 ดอลล่าร์ เธอให้แท็กซี่พาเธอไปที่ๆเป็นใจกลางของทุกสิ่ง จนเธอได้มาทำงานที่ร้าน ดังกิ้นโดนัท ใน นิวยอร์ก ด้วยความหวังที่ว่า สักวันหนึงเธอจะต้องดังให้ได้ และตั้งแต่นั้นเธอก็ตะเกียกตะกายมาเรื่อยๆปี 1979 เธอได้งานเป็นนักแสดงในคณะละครเสียดสีสังคม ในช่วงนั้นเองได้รู้จักกับ Dan Gilroy ต่อจากนั้นไม่นานนัก ทั้งสองก็ตัดสินใจคบกันในฐานะคนรัก และได้ฟอร์มวงดนตรีขึ้นมา ชื่อว่าThe Breakfast Club โดยเริ่มแรกนั้น มาดอนน่าเล่นกลองและเปลี่ยนมาเป็นนักร้องนำในภายหลัง
จนกระทั่งเธอกับแฟนเก่า Stephen Bray ตั้งวงดนตรีขึ้นมาใหม่โดยใช้ชื่อว่า Emmy แต่ด้วยความที่อยากออกอัลบั้ม มาดอนน่าและเบรย์จึงได้ลาออกจากวง และได้ทำเทปเดโมส่งไปให้ Mark Kamins โปรดิวเซอร์ และดีเจ จนได้เซ็นสัญญา เป็นนักร้องเดี่ยว กับ Sire Records ออกซิงเกิลแรกคือ Everybody ขึ้นถึงอันดับ 3 ของ The Billboard Dance Chart แล้วยังออก ซิงเกิล Burning Up ตามมาตอกย้ำความฮอท
อัลบั้มเดี่ยวอัลบั้มแรกนั้นเธอใช้ชื่อของตัวเองเป็นชื่ออัลบั้ม มีเพลง Holiday เป็นเพลงแรกที่เข้าชาร์ท The Billboard Hot100 จากนั้นมาเธอก็มีเพลงดังๆตามออกมาเรื่อยๆ เป็นการปูเส้นทางสายดนตรีให้เธอได้ก้าวต่อไปอย่างสวยงาม
อัลบั้มที่สอง Like A Virgin เธอได้เปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นสาวเซ็กซี่ตามสไตล์
มาริลีน มอนโร อดีตนางเอกคนดังของฮอลลีวู้ด อัลบั้มนี้มีเพลงชื่อเดียวกับอัลบั้มที่สร้างชื่อเสียงให้แก่เธอคือ Like A Virgin และโชว์ของเพลงนี้ สุดหวือหวาในงานประกาศรางวัล MTV Video Music Awards 1984 เพราะเธอใส่ชุดเจ้าสาวควงตุ๊กตาเจ้าบ่าวตัวเท่าคนจริง เดินลงมาจากเค้กก้อนยักษ์ แล้วกลิ้งไปมา ด้วยลีลาอันเย้ายวน จนเธอกลายเป็นนักร้องซุปเปอร์สตาร์ที่คนทั้งโลกรู้จักด้วยลุคอันจัดจ้านของเธอนี้เอง
มาดอนน่า สร้างสถิติอีกครั้งด้วยการพาเพลง Like A Virgin ขึ้นอันดับ 1 ยาวนานถึง 6 สัปดาห์ ที่อื้ฉาวเมื่อวันที่เธอได้ร่วมแสดงในงาน MTV Video Music Awards ร่วมกับบริสนีย์ สเปียร์ และ คริสติน่า อากีเลร่า ในเพลง "Like a Virgin" ครั้งนั้น เธอได้จูบกับบริสนีย์ สเปียร์ กลางเวทีจนสร้างความตกตะลึงให้กับคนดูทั้งโลก