 |
|
กลุ่มบริหารทั่วไป โรงเรียนศึกษานารี |
Let It Be
The Beatles
|
|
When I find myself
in times of trouble
Mother Mary comes to me
Speaking words of wisdom, let it be.
And in my hour of darkness
She is standing right in front of me
Speaking words of wisdom, let it be.
Let it be, let it be.
Whisper words of wisdom, let it be.
And when the broken
hearted people
Living in the world agree,
There will be an answer, let it be.
For though they may be parted there is
Still a chance that they will see
There will be an answer, let it be.
Let it be, let it be. Yeah
There will be an answer, let it be.
And when
the night is cloudy,
There is still a light that shines on me,
Shine on until tomorrow, let it be.
I wake up to the sound of music
Mother Mary comes to me
Speaking words of wisdom, let it be.
Let it be, let it be.
There will be an answer, let it be.
Let it be, let it be,
Whisper words of wisdom, let it be.
|
| |

บั้นปลายอายุขัยแห่งวง The
Beatles
หรือสี่เต่าทองที่ทุกคนรู้จัก
Paul McCartney
ดูจะเป็นคนเดียวที่ใช้ความพยายามสูงส่งในการที่จะทำให้ลมหายใจของวงยังคงอยู่
แต่ในช่วงปี 1968
John Lennon
ก็เริ่มฟื้นตัวจากการเป็นขี้เมา"แอลเอสดี"
กลับมาเป็นนายปากร้ายตัวป่วนที่พร้อมจะกัดจิกทุกคนที่ขวางหน้าหรือแม้แต่อยู่ข้างๆ
George Harrison
ก็เริ่มเบื่อหน่ายเต็มทนกับการต้องอยู่ใต้บารมีของ
John
กับ
Paul
แม้แต่คนง่ายๆอะไรก็ได้อย่างมือกลอง Ringo
Starr
มือกลองก็ยังทนความเครียดไม่ไหว
ต้องหนีออกจากวงชั่วคราวไปพักหนี่งระหว่างบันทึกเสียงThe
Beatles (White Album)
ซึ่ง
Paulเองเลยดูจะรับบทหนักอยู่คนเดียว
Let It Be
กำเนิดขึ้นในคืนๆหนึ่งที่พอลนอนก่ายหน้าผากด้วยความกลุ้มในปัญหาสารพันของวง
ก่อนที่จะผลอยหลับไป คืนนั้นเขาฝันถึงแมรี่-มารดาของเขาที่จากไปตั้งแต่พอลอายุแค่
14
ในฝันเธอบอกพอลว่าอย่าไปเอาจริงจังอะไรนักกับทุกเรื่อง
ให้ปล่อยมันไปเสีย สัญชาตญาณนักแต่งเพลงของพอลไม่เคยพลาด
ความฝันนี้ได้กลายมาเป็นเพลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาเพลงหนึ่งในยุคสุดท้ายของ
Beatles และคำว่า Mary
ในเพลงนี้ก็อาจมีผู้ตีความเป็นพระแม่มารีก็ไม่อาจกล่าวได้ว่าผิด
เพราะแนวเพลงของ Let It Be
เป็นในสไตล์เพลงสวดอย่างค่อนข้างชัดเจน
John Lennon
ไม่เคยชอบเพลงนี้ เขาถามพอลก่อนการซ้อมครั้งหนึ่งว่า "เอ่อ
นี่เราต้องหัวเราะคิกคักไปด้วยระหว่างโซโลรึเปล่า?"
John
คิดว่าพอลแต่งเพลงนี้เลียนแบบ
Bridge Over Troubled Water ของ Simon and
Garfunkel ทั้งๆที่พอลแต่งไว้ก่อนตั้งปีนึง แถมJohn
ยังเป็นเจ้ากี้เจ้าการในการตัดต่อใส่บทสนทนาล้อเลียนไว้หน้าเพลงนี้ใน
Lp Let It Be อีกด้วย (Now we'd like to do
Hark The Angels Come')
ถ้าจะนับว่า Let It Be
เป็น Anthem ที่เยี่ยมที่สุดของ Paul
เมื่อไปเปรียบมวยกับ
Imagine ของJohn
จะเห็นได้ชัดว่ามองกันคนละมุมแท้ๆ ขณะที่เพลงของ
John
เต็มไปด้วยความหวังอันยิ่งใหญ่
แต่ Let It Be คือการปล่อยวางไปตามบุญตามกรรม
ผมไม่อยากตัดสินใจว่าแนวคิดใดถูก แต่หลักง่ายๆก็คือ
ถ้าคุณแน่ใจแล้วว่าเรื่องไหนอยู่เหนือความควบคุมของคุณแล้วจริงๆ
มันก็ต้อง Let It Be ล่ะครับ แต่อย่าไป Let It
Be มันทุกเรื่องล่ะ
http://www.oknation.net

เพลง Let it be นี้ แต่งขึ้นโดย
John Lennon และPaul Mccartney
ในอัลบัมที่มีชื่อเดียวกับเพลงนี้คือ Let it
be ซึ่งมีด้วยกันทั้งหมด 12
เพลง
ความหมายในเพลงนี้ก็จะบอกคร่าวๆว่า ปล่อยมันไปเถอะ
ปล่อยให้มันเป็นไป
หลังพายุ ฟ้าย่อมสวยงามเสมอ
พรุ่งนี้ยังมีแสงสว่างและทางออกสำหรับทุกปัญหา
Let It Be เริ่มต้นโครงการเมื่อต้นปี 1969
หลังจากที่พวกเขาพึ่งเสร็จสิ้นการบันทึกเสียงในอัลบั้ม
White Album ไม่นาน
แผนตอนแรกที่วางไว้คือพวกเขาจะจัดคอนเสิร์ทพิเศษขึ้นที่ไหนสักแห่ง
และจะมีการซ้อมดนตรีเพื่อการแสดงครั้งนี้
โดยจะมีการถ่ายทำภาพยนตร์ระหว่างการซ้อมนี้ไว้ด้วย
พวกเขาเปลี่ยนบรรยากาศมาซ้อมและถ่ายหนังกันที่
Twickenham Studio โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 2-16 มกราคม
และต่อมาก็ย้ายมาบันทึกเสียงที่ Apple Studio
ตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม จนสิ้นเดือน วันที่ 30
พวกเขาเล่นคอนเสิร์ท บนหลังคาอันลือลั่น...

คอนเซ็พของ
Session
นี้คือจะเป็นการบันทึกเสียงสดๆเหมือนในยุคแรกๆของพวกเขา
ไม่มีการอัดทับ เล่นผิดก็เล่นใหม่
George Martin
แทบจะไม่มีบทบาทอะไรนัก Glyn Johns
เป็นวิศวกรคุมเสียงมากกว่าโปรดิวเซอร์
ต่อมาพวกเต่าทองโยนเทปทั้งหมดให้เขาทำเป็นอัลบั้มออกมา
ซึ่งGlyn
Johns
ก็ทำออกมาสองมิกซ์
แต่The
Beatles
ปฏิเสธงานของเขาทั้งสองครั้ง
จนพวกเต่าทองหันไปทำ Abbey Road กับ George
Martin ในช่วงกลางปี 1969 และออกอัลบั้มมาเรียบร้อย
โปรเจ็ค Let It Be ถูกเรียกขึ้นมาปัดฝุ่นอีกครั้ง
เมื่อถึงเวลาที่ภาพยนตร์กึ่งสารคดีที่ถ่ายทำจาก Session
กำลังจะออกฉาย มันต้องการ Soundtrack จอห์นเรียกตัว
Phil Spector
เข้ามาจัดการทำอะไรก็ได้ให้มันออกมาเป็นอัลบั้ม
ซึ่งเป็นที่ทราบกันว่า Paul และGeorge
Martin
ไม่ทราบเรื่องนี้ และขณะนั้นThe
Beatles
ก็ใกล้สลายวงรอมร่อ
สิ่งที่
Phil Spector
ทำลงไปคือการกระทำที่ขัดกับ
Concept เดิมที่ตั้งใจไว้อย่างสิ้นเชิง
เขาทำทุกวิถีทางที่จะให้อัลบั้มมันออกมาดีในสไตล์ของเขา
มิกซ์ใหม่ ตัดต่อ ปรับสปีด เพิ่มเสียงร้องประสาน
ใส่เครื่องสาย ใส่ Echo ตัดต่อ
เอาบทสนทนาแทรกลงไปนั้น ไม่ใช่ไอเดียของ
Phil Spector
มันเป็นสิ่งที่ตั้งใจกันไว้แต่แรกแล้ว
แต่การตัดต่อใส่ลงไปของฟิลที่ทำไว้ใน Let It Be LP
นั้นดูได้อารมณ์ขัน และถูกกาละเทศะกว่าที่
John
ทำนัก
เบื้องหลังเพลง Let It Be
ก่อนที่ The Beatles
จะแตกสลาย
เมื่อ Beatles เริ่มต้นถ่ายทำ
Let it be นั้น ความตั้งใจแรกคือ
เก็บบันทึกขั้นตอนการทำงานของวง
ตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดการทำอัลบั๊มใหม่ของ The
Beatles ปิดท้ายด้วยการแสดงสดของ Beatles
ต่อหน้าแฟนเพลง เป็นครั้งแรก
หลังจากที่หยุดการแสดงไปตั้งแต่ปี 1966
แต่แทนที่จะเป็นแสดงให้เห็นการบันทึกเสียงของ The
Beatles แต่ Let it
be กลับกลายเป็นการบันทึกภาพเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นการแตกลายวงของ
The Beatles แทน
หลังจากสี่เต่าทองบันทึกเสียงอัลบั้มสองแผ่นคู่อันยิ่งใหญ่ในนาม
The Beatles แต่ทุกคนเรียกมันว่า White Album
เสร็จสิ้นลง
Paul Mccartney
ก็ไม่ปล่อยให้อีกสามเต่าทองอยู่ว่างๆนาน (แม้ว่าในการบันทึกเสียงที่ผ่านมาจะเต็มไปด้วยความเครียดอย่างหนัก
ถึงขนาดที่ว่าRingo
Starr
มือกลองผู้มีนิสัยที่ อะไรก็ได้ ที่สุดแล้ว
ยังรับความกดดันไม่ไหว สติแตกเผ่นออกจากวงไปในช่วงสั้นๆ)
ไอเดียของพอลในคราวนี้คือให้Beatlesกลับไปสู่สิ่งที่พวกเขาเคยทำกันมาก่อนแต่ได้เลิกราไปนานตั้งแต่ปี
1966 นั่นก็คือการแสดงสดๆต่อหน้าผู้คนอีกครั้ง
โดยจะมีการถ่ายทำภาพยนตร์สารคดีประกอบไปด้วย
ตั้งแต่การซ้อมในแต่ละวัน จนกระทั่งถึงวันคอนเสิร์ทจริงๆ
ซึ่งขณะนั้นก็ยังไม่มีใครทราบว่าจะเป็นที่ไหน
พวกเขายังพยายามหลีกเลี่ยงความจำเจในการบันทึกเสียงที่
Abbey Road studios
ด้วยการยกทีมกันไปซ้อมและถ่ายทำกันที่ Twickenham
studio แทน กำหนดการเริ่มที่ 2 มกราคม 1969
น่าเสียดายที่รูปการณ์ออกมาไม่น่าสนุกอย่างที่พอลคิด
ภาพบาดใจเก่าๆกลับมาอีกครั้ง Yoko
เข้ามานั่งบนแอมป์,จุ้นจ้านกับการทำงานของวง Paul
เที่ยววางตัวเป็นเจ้านายสอนคนอื่นไปทั่ว
โดยคนที่โดนหนักที่สุดคือ
George Harrison
และซ้ำร้ายกว่านั้น
คือคุณภาพและปริมาณของบทประพันธ์ใหม่ๆจากจอห์นและพอลดูจะหดหายไป
มันไม่น่าแปลกใจนักเพราะพวกเขาเพิ่งทุ่ม 30
เพลงเต็มๆลงไปใน White Album
เมื่อสิบเอ็ดสัปดาห์ที่แล้วเท่านั้น
เมื่อผสมผสานกับบรรยากาศเย็นยะเยือก
การทำงานตอนเช้าที่พวกเขาไม่คุ้นเคย
และการที่ทุกอย่างต้องถูกบันทึกภาพไว้ตลอดเวลา ในวันที่ 10
มกราคม ก็ถึงคิวของเต่าทองผู้เงียบขรึม
George Harrison
ที่น็อตหลุดจริงๆจากการทะเลาะครั้งสุดท้ายกับจอห์น
เขาเดินออกไปเงียบๆ และบอกคนอื่นๆแต่เพียงว่า See you
round the clubs.
George กลับเข้าวงอีกครั้งในห้าวันต่อมาก่อนที่
John จะไปตาม Eric Clapton
มาเล่นกีต้าร์แทน แต่คราวนี้ มีข้อแม้ว่าBeatles
ต้องเลิกพูดเรื่องการแสดงสดอะไรนั่นเสีย
และหันมาบันทึกเสียงเพลงลงอัลบั้มแทน
โดยใช้เพลงที่ซ้อมๆกันมานั่นแหละ
และอาจจะมีเพลงใหม่ๆเพิ่มเข้าไปอีกเล็กน้อย
ทุกคนดูจะเห็นด้วย และก็เก็บข้าวของจาก Twickenham
ไปบันทึกเสียงกันที่ Apple Studios ที่ Savile
Row ของพวกเขาเอง
แต่ก็ไม่วายต้องขอยืมอุปกรณ์บันทึกเสียงมาจาก Abbey
Road เพราะ Magic Alex
เพื่อนตัวแสบชาวกรีกของพวกเขาไม่อาจสร้างห้องบันทึกเสียงอัศจรรย์
72 แทร็คอย่างที่คุยไว้ได้ (ริงโก้เล่าว่า
พวกเขาได้ลองบันทึกเสียงด้วยอุปกรณ์ของอเล็กซ์จริงๆ
แต่พอเอามา playback ดู เสียงที่ได้ยินมีแต่...แค่ก!!
แค่ก!!. แค่ก!!!!)
ที่มา : http://www.pantown.com
Let It Be- Beatles |
|
|


December
6,2008
|