กลุ่มบริหารทั่วไป โรงเรียนศึกษานารี

  


He ain't heavy he's my brother
The Hollies
(B. Scott and B. Russell)

 
The road is long
With many a winding turn
That leads us to who knows where
Who knows when
But I'm strong
Strong enough to carry him
He ain't heavy, he's my brother

So on we go
His welfare is of my concern
No burden is he to bear
We'll get there
For I know
He would not encumber me
He ain't heavy, he's my brother

If I'm laden at all
I'm laden with sadness
That everyone's heart
Isn't filled with the gladness
Of love for one another

It's a long, long road
From which there is no return
While we're on the way to there
Why not share
And the load
Doesn't weigh me down at all
He ain't heavy, he's my brother

He's my brother
He ain't heavy, he's my brother...

 

 
 

 



เมื่อต้นยุค 70 คณะนักร้องอังกฤษชื่อ The Hollies พาเพลงชื่อประหลาดว่า "เขาไม่หนักหรอก--เขาเป็นน้องผม" ขึ้นอันดับสูง He Ain"t Heavy, He"s My Brother

แม้ชื่อจะพิกล แต่มิตรรักนักเพลงรุ่นนั้นก็ชอบกันนักหนา ไม่ใช่เพลงเกี่ยวกับพี่อุ้มน้องอะไรเลย แต่เนื้อร้องบอกถึง brotherhood หรือ "ภราดรภาพ" ยินดีที่จะช่วยเหลือเกื้อกูล…อุ้มชูมนุษย์ด้วยกัน

เนื้อร้องของเพลงบอกว่า…ทางชีวิตนั้นยาวนัก ลดเลี้ยวเคี้ยวคด มีแต่ทางไป ไม่มีทางย้อนกลับ ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ไม่มีใครรู้ แต่หากเราประคับประคองกันไป ช่วยเหลือกันไป ก็คงไม่หนักหนาอะไร ด้วยมนุษย์เรานั้น ล้วนเป็นดุจพี่น้องร่วมโลกกันทั้งสิ้น

Bobby Scott and Bob Russell สองนักแต่งเพลง ไปได้ชื่อเพลงนี้มาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่ชื่อว่า Boy"s Town  บนลานหน้า Boy"s Town มีชื่อเพลงนี้สลักอยู่ใต้รูปปั้นเด็กสองคน ที่ดูเหมือนกำลังเล่น "ขี่ม้าส่งเมือง" อย่างที่เด็กไทยยุคโบราณเล่นกัน รอยสลักเต็มๆ นั้น ต่างไปจากชื่อเพลงนิดหนึ่ง "He ain"t heavy, Father, he's my brother." Father หรือ "คุณพ่อ" ในที่นี้ หมายถึง Edward Flanagan ซึ่งเป็นบาทหลวงผู้ก่อตั้งโรงเลี้ยงเด็กกำพร้า "บอย"ส์ ทาวน์" ขึ้นเมื่อประมาณ 90 ปีมาแล้ว ในโอมาฮา เมืองเล็กๆ ในรัฐเนบราสกา สหรัฐอเมริกาคุณพ่อเป็นอเมริกันเชื้อสายไอริช

คนไอริชนั้นได้ชื่อว่าเป็นฝรั่งคนยาก ในประวัติศาสตร์จะเห็นว่าพวกนี้ถูกกดขี่ข่มเหงมามาก จนมีคนเขาพูดว่า เพลงโบราณสุดแสนไพเราะที่ชื่อว่า When Irish Eyes are Smiling (เมื่อตาไอริชยิ้ม) นั้น เป็นการยิ้มผ่านม่านน้ำตา

ความลำบากยากจนของคนไอริช ที่คุณพ่อฟลานาเกนได้พบเห็นและประสบมาด้วยตนเอง เป็นเหตุให้คุณพ่อมีจิตสงสาร และทำงานสุดความสามารถเพื่อที่จะให้มี "บ้าน" ที่ดีที่สุดสำหรับเด็กกำพร้า เป็นหลักประกันว่า วันข้างหน้าพวกเขาจะไม่กลายเป็นขยะสังคม

ในช่วงเริ่มต้น คุณพ่อซึ่งเป็นพระแสนยากจน ไปขอยืมสตางค์ชาวบ้านมารวมกับเงินที่ท่านมีอยู่ได้ 90 เหรียญ แล้วท่านก็ไปเช่าบ้านให้เด็กเร่ร่อน 10 คนอยู่

เปลี่ยนสิ่งแวดล้อมจากกลางถนน มาเป็นบ้านที่อบอุ่น ให้การอบรมที่ดี ตัวอย่างที่ดี และความคิดที่ดีแก่เด็กๆ อีกทั้งยังให้การศึกษาที่ดีที่สุดเท่าที่ท่านจะทำได้อีกด้วย แน่นอนว่าไม่ได้ทำคนเดียว แต่ได้รับความช่วยเหลือจากศาสนจักรและผู้คนในอเมริกา ที่ค่อยๆ เห็นหรือได้ยินผลงานของท่าน แล้วส่งสตางค์มาช่วยคนละไม้ละมือ แต่เงินและเด็กไหลหลั่งมาพร้อมๆ กัน ยิ่งนานวันยิ่งมีคนส่งเด็กกำพร้าหรือเด็กเร่ร่อนมาให้ท่านเลี้ยงมากขึ้น

 

ในจำนวนเด็กที่เข้ามารุ่นแรกๆ นั้น มีเด็กง่อยที่พวกรุ่นพี่ผลัดกันแยกขึ้นหลังเวลาไปไหนมาไหน เล่ากันว่า ครั้งหนึ่งคุณพ่อถามเด็กๆ ที่กำลังแบกอยู่ว่า "ไม่หนักหรือเจ้าหนู?" แล้วเจ้าหนูคนนั้นก็ตอบอย่างที่เล่าไปข้างต้นนั่นไง"He ain"t heavy, Father, he"s my brother.""ไม่หนักหรอกครับคุณพ่อ เขาเป็นน้องผม"

เพราะเมื่อมาอยู่ในบ้านของคุณพ่อด้วยกันแล้ว ก็เป็นเสมือนพี่น้องกันนั่นเอง มีอะไรช่วยกันได้ก็ช่วยกันไป อีกทั้งรู้ที่จะเสียสละ พร้อมจะทำอะไรให้คนอื่นโดยไม่เกี่ยงงอน ทุกวันนี้มี Boy"s Town อยู่มากมายทั้งในสหรัฐและประเทศต่างๆ ในโลก

20 ปีหลังจากคุณพ่อเอ็ดเวิร์ดเริ่มรับอุปถัมภ์เด็กเร่ร่อน ชื่อเสียงของคุณพ่อก็ขจรขจาย จนกระทั่งฮอลลีวู้ดนำไปทำภาพยนตร์(ค.ศ.1938) โดยมีดาราใหญ่อย่างสเปนเซอร์ เทรซีย์ ซึ่งเป็นไอริชเหมือนกันมาเล่นเป็นคุณพ่อ และมีมิกกี้ รูนีย์ ดาวเด็กสมัยนั้นเล่นเป็นเจ้าหนูจอมแก่น Boy"s Town กลายเป็นหนังทำเงินของปี ส่วนคุณทวดสเปนเซอร์ก็ได้รางวัลออสการ์ไปครอง

ที่มา นสพ. มติชนรายวัน วันที่ 24 กค. 2548

ฟังเพลงกินใจ แล้วลองถามตัวเองว่า วันนี้คุณให้ความช่วยเหลืออะไรพี่น้องร่วมโลกของคุณบ้างหรือยัง สำหรับคนดีศรีฝั่งธนที่ดำเนินชีวิตคล้ายกับบาทหลวง  Edward Flanagan ในบทเพลงนี้คือครูน้อย แห่ง
"บ้านครูน้อย" เขตราษฎร์บูรณะ
 

ครูข้างถนน คนนี้ได้หยิบยื่นความช่วยเหลือแก่เด็กด้อยโอกาส ทั้งที่ตนเองป่วยเป็นอัมพฤกษ์ และขาดแคลนทุนทรัพย์ ซ้ำยังได้สืบสานงานอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานับสิบปี จนสามารถช่วยเหลือเด็กยากไร้ และเด็กด้อยโอกาส มาแล้วนับร้อยชีวิตจนถึงปัจจุบัน

ครูผู้เสียสละคนนี้ เธอคือนักสู้ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้สร้างตำนานการต่อสู้ให้กับตัวเองและสังคม ด้วยการก่อตั้ง "บ้านครูน้อย" จากเงินเพียง 20 บาทของเธอเอง  เธอต้องยอมนั่งสอนเด็กๆทั้งๆที่เท้าต้องแช่อยู่ในน้ำนานเป็นวันเพราะน้ำท่วมบ้าน ส่งผลให้ทุกวันนี้เธอต้องเสียนิ้วเท้าและยังเป็นอัมพฤกษ์ครึ่งตัว จากการทุ่มเทเวลาทั้งหมดของชีวิตเพื่อเด็กๆที่อยู่ภายในการดูแลของเธอ จนไม่มีเวลาดูแลร่างกายที่นับวันจะทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ขอคนไทยจงแสดงน้ำใจต่อคนไทยด้วยกันแม้สักครึ่งของครูน้อยก็ยังดีนะครับ

 

ในหลวง,ครูน้อย


 

บ้านครูน้อย เลขที่ 319 หมู่ 1 ซอยราษฎร์บูรณะ 26 เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร

 

 

http://newscontent.cctv

 

เรื่องราวของ Zhuang Hongquan (จ้วง หง กวน)
และ Zhuang Huiquan (จ้วง ฮุ่ย กวน) พี่น้องฝาแฝดชาวมองโกล 
 

เรื่องจริงของคนสู้ชีวิตที่มีความเอื้ออาทรต่อกัน ได้กลายเป็นข่าวฮือฮาในเมืองไทย เมื่อรายการเรื่องเล่าเช้านี้ซึ่งเป็นรายการข่าวยอดฮิต ได้นำเรื่องราวของฝาแฝดคู่หนึ่ง มานำเสนอผู้ชมผ่านหน้าจอทีวี ทำให้ชาวโลกได้ชื่นชมในวีรกรรมของแฝดผู้พี่ที่ได้เอื้ออาทรน้องผู้พิการ โดยยอมเสียสละ แม้จะเหนื่อยยากหนักหนาแค่ไหนก็ไม่ย่อท้อ ยอมรับภาระแบกน้องขึ้นคอขี่ไปเรียนหนังสือทุกวัน นานติดต่อกันถึง 8 ปี จนจบปริญญาตรีด้วยกันทั้งคู่

 

หนุ่มจากเขตมองโกเลียในของจีนแบกน้องชายฝาแฝดขึ้นหลังเพื่อไปโรงเรียนทุกวันเป็นเวลากว่า 8 ปี โดยเมื่ออายุ 4 ขวบ พี่น้องฝาแฝดคู่นี้ป่วยเป็นโรคกระดูกสันหลังอักเสบชนิดหนึ่ง ขณะที่แฝดผู้พี่ จ้วง หง กวน สามารถหายเป็นปกติ และกลับไปโรงเรียนได้ตอนอายุ 13 ปี แต่น้อง จ้วง ฮุ่ย กวน ต้องกลายเป็นคนพิการ เดินไม่ได้มาตั้งแต่ 9 ขวบ

แฝดผู้พี่ เล่าว่าตอนกลับจากโรงเรียน น้องที่ไม่ได้ไปโรงเรียนจะรีบมาถามว่าได้เรียนอะไรมาบ้าง แล้วก็จะค้นหนังสือ และสมุดของเขามาดูเสมอ ภาพเหล่านี้ทำให้เขารู้สึกเสียใจและสงสารน้องมาก และให้คำมั่นกับตัวเองว่า จะทำให้สิ่งที่น้องหวังเป็นจริง โดยการทำหน้าที่เป็นเสมือน ขา ให้น้อง และตั้งแต่นั้นมา เขาก็เริ่มแบกน้องไปโรงเรียนทุกวัน

เมื่อปี 2552 เขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ แต่น้องสอบไม่ได้ เขาก็ไม่ลังเลที่จะทิ้งโอกาสนั้น เพื่ออยู่ติวให้น้อง จนทั้งสองสามารถสอบเข้าไปเรียนได้พร้อมกันในปีถัดมา และจนถึงปัจจุบัน เขาก็ยังคงแบกน้องขึ้นหลังเพื่อไปเรียนหนังสือด้วยกันทุกวัน เขาบอกว่า เคยพาน้องล้มบนถนนหลายรอบ แต่ทุกครั้งก็จะได้รับกำลังใจจากพ่อแม่ และคนใจดีในสังคม ที่ร่วมกันบริจาคเงินเพื่อเป็นค่าผ่าตัดให้น้อง และหวังว่าน้องจะยืนได้ด้วยตัวเองในสักวันหนึ่ง

ปัจจุบัน โรงพยาบาลตกลงที่จะผ่าตัดรักษาให้น้อง แต่งานนี้ต้องใช้เงินถึง 300,000 หยวน ซึ่งทางครอบครัวยังขาดเงินอยู่ถึง 200,000 หยวน แต่สมาชิกทุกคนก็จะพยายามที่สุดเพื่อเก็บเงินที่เหลือให้ครบ ฝ่ายแฝดผู้น้องก็บอกว่าเขาโชคดีและมีความสุขมากที่มีพี่ชายคนนี้ และเล่าว่าพวกเขาเคยทะเลาะกันบ้าง แต่ส่วนมากพี่จะเป็นฝ่ายยอม

 

ที่มา : breakingnews.nationchannel.com

 

 

 

 

 

ไม่สงวนสิทธิ์ในการนำไปใช้ประโยชน์ทางการศึกษาแต่ขอความกรุณาอ้างอิงแหล่งที่มาตามสมควรจะขอบคุณยิ่ง



March 11,2011 
 

 

กลุ่มบริหารทั่วไป โรงเรียนศึกษานารี
176 .ประชาธิปก เชิงสะพานพระปกเกล้า
แขวงวัดกัลยาณ์   เขตธนบุรี  กทม.10600
by wita : wita_snr@hotmail.com