กลุ่มบริหารทั่วไป โรงเรียนศึกษานารี

 

  

The Green Leaves of Summer
Words & Music by Dimitri Tiomkin & Paul Webster
Recorded by Brothers Four, 1960 (#65 ); from the movie "The Alamo"

 

 


Intro:  ||:  Em     E   :||

   Em                   B7        Em           D7
A time to be plantin', a time to be sowin', 
 
            G                      Am         F#7       B7
The green leaves of summer are callin' me home.
 
                  E7               Am                 D7           G
'Twas so good to be young then, in the season of plenty,
 
                Em                 Am6       C7           B7
When the cat fish were jumpin' as high as the sky.
 
 
   Em                 B7          Em                  D7
A time just for plantin', a time just for plowin',
 
      G                 Am        F#7          B7
A time to be courtin' a girl of your own.
 
                E7               Am                     D7             G
'Twas so good to be young then, to be close to the earth;
 
                 Em                   Am         Em   -  Am6  B7  Em -  E   Em -  E
Now the green leaves of summer are call  -  in'  me home.
 
 
   Em                B7        Em          D7
A time to be reapin', a time to be sowin',
 
      G                           Am         F#7        B7
The green leaves of summer are callin' me home.
 
               E7               Am                       D7                  G
It was good to be young then, with the sweet smell of apples,
 
               Em        Am6          C7             B7
And the owl in the pine tree a-winkin' his eye.
 
 
   Em                 B7          Em               D7
A time just for plantin', a time just for plowin',
 
   G                  Am        F#7          B7
A time just for livin', a place for to die.
 
                 E7           Am                     D7               G
'Twas so good to be young then, to be close to the earth;
 
                 Em                  Am          Em   - Am6  B7  Em 
Now the green leaves of summer are call  -  in' me home.
 
 
Coda:
 
                E7               Am                      D7             G
'Twas so good to be young then, to be close to the earth;
 
                Em                Am              Em   - Am6   B7  Em  -  E
Now the green leaves of summer are call  -  in'  me home.

 

 

 


The Green Leaves of Summer เพลงจากหนังเรื่อง "The Alamo" เป็นผลงานของ Brothers Four จากการประพันธ์เนื้อร้องและดนตรี โดย Dimitri Tiomkin & Paul Webster เมื่อปี 1960

เนื้อหาของเพลงนี้
Brothers Four เล่าถึงเรื่องราวของฤดูร้อน ซึ่งเป็นฤดูที่ชาวนาชาวไร่รอคอย เป็นช่วงเวลาแห่งการพาะปลูก คราดไถ  สีเขียวของใบไม้เรียกให้เขาต้องกลับบ้าน เนื่องจากเป็นฤดูเดียวที่มีแสงแดด จึงเหมาะสำหรับการเพาะปลูก
แนวเพลงของพวกเขาเป็นคันทรีเต็มตัว จึงไม่แปลกที่เนื้อหาของเพลงจะกล่าวถึงสภาพของชนบทที่ได้พบได้เห็น

ละในช่วง Summer นั้น จะมีดอกไม้ขึ้นทั่วไปหมด และท้องฟ้าก็แจ่มใส

ฤดูร้อนในยุโรปนั้น กลางวันจะยาวมากประมาณ 16-17 ชั่วโมง พระอาทิตย์ขึ้นเร็วและตกช้ากว่าจะมืดจริงๆ  สี่ทุ่มครึ่ง หรือเกือบห้าทุ่ม แล้วพอ ตี่สี่ กว่า ๆ ทั้งฟ้า ก็สว่างโล่ ราวกับ เจ็ดแปดโมงเช้าบ้านเรา จึงถูกเรียกว่า Daylight hours

ด้วยสาเหตุที่แตกต่างกันมากมาย  ตั้งแต่ราว ๆ ค.ศ. 1916  จึงได้มีการตกลงกันว่า ต้องปรับเข็มนาฬิกาให้สมดุลย์กับธรรมชาติและดินฟ้าอากาศ โดยเรียกวิธีการแบบนี้ว่า Daylight Saving ซึ่งเป็นข้อกำหนดให้ปรับเวลาที่จะใช้สำหรับฤดูร้อน Summer time ให้ เร็วกว่าปกติหนึ่งชั่วโมง

Daylight saving time (DST) หรือบางครั้งเรียกว่า ช่วงเวลาฤดูร้อน หรือ Summer Time ตือ
เวลาออมแสง เป็นการร่นเวลาให้เร็วขึ้นกว่าเวลามาตรฐานหนึ่งชั่วโมง ในช่วงฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูร้อนไปจนถึงช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วง
เนื่องจากช่วงนี้ดวงอาทิตย์จะขึ้นเร็ว และตกช้านั่นเอง

การปรับเวลาขึ้นมาหนึ่งชั่วโมง หมายถึงการตื่นเช้าพร้อมกับแสงสว่างที่ส่องมาเร็วขึ้นกว่าเดิมหนึ่งชั่วโมง ปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน และมีเวลาพักผ่อนในตอนเย็นโดยที่ฟ้ายังไม่มืดเป็นกลยุทธ์ในการประหยัดพลังงานทางหนึ่ง บางประเทศในยุโรปเรียกช่วงที่มีการร่นเวลานี้ว่าเวลาฤดูร้อน Summer time


ซึ่งแต่ละประเทศก็จะมีมาตรฐานของตัวเอง
แต่สำหรับประเทศในซีกโลกเหนือเป็นเกณฑ์อยู่สองอย่าง

แบบแรก เป็นของประเทศอเมริกา เขากำหนดว่า จะเข้าสู่ช่วงการออมแสงแดดเมื่อถึงเวลา 2.00 น.(ตี2) ของวันอาทิตย์แรกในเดือนเมษายน และไปสิ้นสุดในเวลา 2.00 น.(ตี2)ของวันอาทิตย์สุดท้ายในเดือนตุลาคม

แบบที่สอง เป็นมาตรฐานของประ-เทศในกลุ่มสหภาพยุโรป ซึ่งเริ่มใช้มาตรฐานนี้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 โดยได้กำหนดว่าเวลาออมแสงแดดจะเริ่มตั้งแต่ 1.00 น.(ตี1)ของวันอาทิตย์สุดท้ายในเดือนมีนาคม ไปจนถึง 1.00 น.(ตี1) ของวันอาทิตย์สุดท้ายในเดือนตุลาคม ซึ่งในปีนี้ก็อยู่ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม - 27 ตุลาคม

หมายความว่า ขณะนี้ทั้งประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปและประเทศอเมริกา ได้เข้าสู่ช่วงเวลาออมแสงแดดเรียบร้อยแล้ว

สำหรับประเทศในซีกโลกใต้ เช่น ทวีปอเมริกาใต้ ออสเตรเลีย แอฟริกาบางส่วน ประเทศเหล่านี้มีฤดูกาลตรงข้ามกับประเทศทางซีกโลกเหนือ คือในขณะที่ประเทศซีกโลกเหนือเป็นฤดูหนาว ประเทศทางซีกโลกใต้จะเป็นฤดูร้อน พอซีกโลกเหนือเป็นฤดูร้อน ซีกโลกใต้ก็จะกลายเป็นฤดูหนาว ดังนั้น ช่วงเวลาออมแสงแดดของประเทศซีกโลกใต้ก็จะกลับกัน เช่น ประเทศบราซิลก็จะเข้าสู่เวลาออมแสงแดดในวันอาทิตย์แรกของเดือนตุลาคม และไปจบในวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์

ในเอเชียเองก็มีการใช้ DST ด้วยเหมือนกัน เช่น อิรัก เลบานอน ซีเรีย แต่ไม่ใช่ประเทศที่อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร อย่างประเทศไทยของเราและเพื่อนบ้านในอาเซียน

ดังนั้นพอถึงวัน ถึงเดือนที่กล่าวไปแล้ว ประเทศนั้นๆ ก็จะปรับเวลามาตร-ฐานของตัวเองให้เร็วขึ้น 1 ชั่วโมง และเมื่อถึงวันสิ้นสุดก็จะปรับเวลาให้ช้าลง 1 ชั่วโมง เป็นอย่างนี้ทุกปีไป ดังนั้นการมี DST ก็คือ การประหยัดพลังงานนั่นเอง


โดยทั่วไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นประเทศใด บ้านเมืองใดก็ตาม ปริมาณการใช้กระแสไฟฟ้าส่วนใหญ่สำหรับที่อยู่อาศัยทั่วไปก็จะมาจากแสงสว่าง และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ในประเทศอเมริกา ปริมาณการใช้กระแสไฟฟ้าจากส่วนนี้มีอยู่ 25 เปอร์เซ็นต์ คือการเปิดไฟ ดูทีวี ฟังวิทยุ ตลอดเวลาที่เราตื่น และจะปิดก็เมื่อเราเข้านอน

เมื่อมีการปรับเวลาให้เร็วขึ้น 1 ชั่วโมง ก็กลายเป็นว่า เราเองได้ทำให้พระอาทิตย์ตกช้าลงไป 1 ชั่วโมงด้วยเหมือนกัน  คือกลางคืนจะมาช้าไปอีก 1 ชั่วโมง การเปิดแสงไฟก็จะช้าไป 1 ชั่วโมง แต่เวลานอนยังคงเป็นเวลาเดิม ดังนั้นเราจึงมีช่วงเวลาใช้กระแสไฟน้อยลง ทำให้ประหยัดพลังงานเพิ่มขึ้น

 จากการศึกษาพบว่า การใช้เวลาออมแสงแดดจะทำให้ปริมาณการใช้ไฟฟ้ารวมของทั้งประเทศลดลงได้วันละ 1 เปอร์เซ็นต์ ถึงแม้ว่าจะดูเป็นตัวเลขเล็กน้อย แต่เมื่อลดได้วันละ1 เปอร์เซ็นต์ หลายๆ วันเข้าก็หลายเปอร์เซ็นต์

 ธรรมชาติของคนตะวันตกซึ่งจัดเป็นเมืองหนาว พวกนี้จึงชอบแสงแดด  ถ้าเป็นฤดูร้อนเขามักจะหากิจกรรมทำอยู่นอกบ้านกัน กว่าจะเข้าบ้านก็รอพระอาทิตย์ตก พอ กลับบ้านช้า ก็ไม่ต้องไปเปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่บ้านให้สิ้นเปลืองพลังงาน

จาก
แบบสำรวจของอเมริกานั้น คนส่วนใหญ่ชอบ DST นอกจากจะประหยัดพลังงานในตอนเย็น ตอนค่ำได้แล้ว ช่วงเวลาเช้าๆ ก็ใช้พลังงานลดลงด้วยเหมือนกัน 70 เปอร์เซ็นต์เขาจะตื่นนอนประมาณก่อน 7 โมงเช้าสำหรับวันทำงาน ซึ่งในฤดูร้อนที่ดวงอาทิตย์ขึ้นเร็ว คนส่วนใหญ่ก็จะตื่นนอนหลังพระอาทิตย์ขึ้น แล้วก็ไม่ต้องเปิดไฟ เพราะมันสว่างแล้ว

ส่วนฤดูอื่นๆ (ฝรั่งเขามี 4 ฤดู) ก็มีประหยัดมากบ้าง น้อยบ้าง คละกันไป ก็เหลือเพียงฤดูหนาวในช่วง 4 เดือนที่มืดมิด(เดือนพฤศจิกายน,ธันวาคม,มกราคม และกุมภาพันธ์) ที่ไม่สามารถประหยัดได้

 แนวคิดเรื่องเวลาออมแสงแดดนี่เกิดขึ้นมาจาก เบนจามิน แฟรงคลิน เมื่อ
อปี พ.ศ. 2327 เขาได้เป็นตัวแทนของสหรัฐอเมริกาไปพูดที่ปารีสเกี่ยวกับโครงการเศรษฐศาสตร์ และเริ่มจริงจังขึ้นเมื่อ วิลเลียม วิลเลตต์ ผู้รับเหมาก่อสร้างในลอนดอนได้เขียนหนังสือชื่อ “Waste of Daylight” ขึ้นในปี พ.ศ. 2450 ซึ่งเขาเสนอให้มีการปรับเวลาเร็วขึ้น 20 นาทีในทุกวันอาทิตย์ของเดือนเมษายน และปรับกลับ 4 ครั้งในวันอาทิตย์เดือนกันยายน

หลังจากวิลเล็ตต์เสียชีวิต 1 ปี ก็มีการใช้เวลาออมแสงแดดที่อังกฤษเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2459 ซึ่งก็มีการกำหนดให้จัดตั้งเวลาฤดูร้อนแห่งสหราชอาณาจักร โดยจะปรับเวลาให้เร็วกว่าเวลามาตรฐานกรีนิช 1 ชั่วโมง ตลอดฤดูร้อน

ส่วนทางซีกอเมริกานั้น แต่เดิมเขามีเวลามาตรฐานตามท้องถิ่น(Time Zone) ซึ่งใช้กับธุรกิจรถไฟ แล้วก็มีการกำหนดมาตรฐานเวลาออมแสงแดดในปี พ.ศ. 2509 เพื่อให้เป็นระบบเดียวกันทั้งประเทศ

ประโยชน์ของการประหยัดพลังงานเห็นผลได้ชัดเจนในช่วงสงครามโลกทั้งสองครั้งโดยในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการปรับให้เร็วขึ้นถึง 2 ชั่วโมงในประเทศอังกฤษ แล้วแนวคิดเรื่อง DST ก็มีการใช้กันทั่วไปในที่สุด ซึ่งทางสหภาพยุโรปก็กำหนดวันที่จะปรับเวลาให้เหมือนกันสำหรับประเทศในกลุ่มสมาชิก ประเทศอื่นๆ ก็อาจจะเลือกวันที่สำหรับปรับเวลาของตนเองตามความเหมาะสม

ถึงแม้ว่าการใช้ระบบเวลาออมแสงแดดจะช่วยประหยัดพลังงาน แต่เคยมีคนเขียนจดหมายไปยังหนังสือพิมพ์ Dallas News เขาบอกว่าเขาต้องใช้เวลา 1 ชั่วโมง ในการปรับเวลาของ เครื่องเล่นวิดีโอ 4 เครื่อง, กล้องถ่ายรูป 3 ตัว, นาฬิกาข้อมือ 4 เรือน, นาฬิกาธรรมดา 10 เรือน, ทีวี 3 เครื่อง, คอมพิวเตอร์ 4 เครื่อง, เครื่องตอบรับโทรศัพท์ 1 เครื่อง, เครื่องควบคุมอุณหภูมิ 2 ตัว, เครื่องจับเวลาในสระ 2 ตัว, เครื่องพ่นฝอยน้ำ 1 เครื่อง, ตัวควบคุมในบ้าน 1 และรถอีก 3 คัน รวมทั้งหมด 38 ชิ้น!

นอกจากนี้ก็มีปัญหาในการปรับเวลานอน โดยเฉพาะคนที่มีความบกพร่องในการนอนก็ยิ่งลำบากใหญ่ นี่ยังไม่นับปัญหากับเรื่องทางศาสนาบางท้องที่ด้วยนะครับ

 

ที่มา สารคดี ฉบับที่ 176 เดือนเมษายน  http://update.se-ed.com

Autumn

Fall



Winter

เวลาออมแสงยุโรปตะวันออก Eastern European Summer Time หรือ EEST เป็นชื่อเขตเวลาออมแสงของเขตเวลา UTC+3 เป็นเวลาสามชั่วโมงก่อนหน้าเวลาสากลเชิงพิกัด เป็นเวลาที่กำหนดใช้ระหว่างช่วงฤดูร้อนในบางประเทศในทวีปยุโรป

Turn to summer

 

 

ไม่สงวนสิทธิ์ในการนำไปใช้ประโยชน์ทางการศึกษาแต่ขอความกรุณาอ้างอิงแหล่งที่มาตามสมควรจะขอบคุณยิ่ง



December 16,2008 
 

 

กลุ่มบริหารทั่วไป  โรงเรียนศึกษานารี
176 ถ.ประชาธิปก เชิงสะพานพระปกเกล้า
แขวงวัดกัลยาณ์  เขตธนบุรี  กทม.10600
by wita :  wita_snr@hotmail.com