กลุ่มบริหารทั่วไป โรงเรียนศึกษานารี

 

Eternally
Petula Clark

 

 

I'll be loving you eternally (eternally)
With a love that's true, eternally (eternally)
From the start, within my heart
It seems I've always known
The sun would shine (shine)
When you were mine (mine)
And mine alone (mine alone).

I'll be loving you eternally (eternally)
There'll be no one new, my dear, for me (eternally)
Though the sky should fall
Remember I shall always be
Forever true (true)
And loving you (you)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 



  รักคงมั่น วันและวาร กาลดิถี
พานพบพี่ ที่แสนรัก จักห่วงหวง
ฝากพี่ไว้ ใต้ฟากฟ้า ดาราดวง
วิมานสรวง ดวงดอกไม้ ได้รื่นรมย์
พี่ชายที่ แสนดี สุดที่รัก
มอบใจภักดิ์ รักนิรันดร์ มั่นสุขสม
รักสุดใจ ได้อิงแอบ แนบภิรมย์
ได้ชิดชม ภิรมย์รื่น ทุกคืนวัน
วอนฟ้าฝน ดลใจพี่ มีเพียงหนึ่ง
ตราติดตรึง ซื้งซับทรวง ห้วงแห่งฝัน
อมตะรัก จักพรายแสง แห่งตะวัน
ชั่วนิรันดร์ กาลแห่งรัก จักเรืองรอง
ตราบฟ้าดิน สิ้นสลาย ไม่คลายรัก
จักฟูมฟัก รักษาใจ ในเราสอง
ฝากสายลม พลิ้วพรมผ่าน ม่านไทรทอง
ได้คุ้มครอง ป้องปกปัก รักนานเนาว์
 

Eternally ประพันธ์โดย: Charlie Chaplin และ Geoffrey Parsons-James Turner เพลงนี้ถุกนำมาจากซาวด์แทร็กซ์หนังของ ชาลี แชปลิน บางครั้งจึงรู้จักกันในชื่อTheme from Limelight  หรือ Terry's

ชาลี แชปลิน นอกจากบทบาทการแสดงเปนตัวตลกผู้ยิ่งใหญ่ในยุคภาพยนตร์เงียบแล้ว เขายังเป็นบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์มากที่สุดคนหนึ่ง ดังจะเห็นได้จากการที่เขาทั้งแสดง กำกับ เขียนบท อำนวยการสร้าง และรวมไปถึงประพันธ์ดนตรีประกอบในภาพยนตร์ของเขาเองไว้หลายเพลง


      ชาลี  แชปลิน (charlie chaplin) เกิดที่ลอนดอนเมื่อวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๔๓๒  แม่ของเขาเป็นนักแสดงและนักเต้นระบำ พ่อก็เป็นศิลปินเช่นกันแต่เลิกกับแม่  เขามีพี่ชายต่างบิดาชื่อ  ซิดนีย์  ซึ่งร่วมผจญชีวิตอันลำบากยากเข็ญในวัยเด็กมาด้วยกัน

          วันหนึ่งแม่ของแชปลินซึ่งป่วยเป็นโรคหลอดลมอักเสบ  ต้องหยุดแสดงกลางคันเพราะเจ็บคอ ไม่มีเสียง ผู้ชมโห่ฮาไม่พอใจอย่างมาก ผู้จัดการเวทีไม่รู้จะ แก้ปัญหาอย่างไร  บังเอิญเหลือบไปเห็นเด็กชายแชปลิน จึงพาออกมาแนะนำตัวต่อผู้ชมแล้วให้แชปลินแสดงแทนแชปลินร้องเพลงและเต้นระบำตามที่แม่หัดให้โดยไม่เคอะเขิน ปรากฏว่าการแสดงของเขาเป็นที่ชื่นชอบของผู้ชมอย่างไม่คาดฝัน และนั่นเป็นการแสดงบนเวทีครั้งแรกของเขา  แต่เป็นครั้งสุดท้ายของแม่

          เมื่อแม่ไม่สามารถยึดอาชีพนักแสดงได้ต่อไป ความเป็นอยู่ในครอบครัวก็ลำบากขึ้น แชปลินและพี่ชายต้องเร่ขายของและทำงานรับจ้างหาเงินมาจุนเจือครอบครัว ในที่สุดแม่ก็เสียสติ เขาและพี่ชายต้องเข้าพึ่งสถานสงเคราะห์เด็กอนาถา

          แชปลินเริ่มเข้าวงการแสดงโดยได้รับคัดเลือกให้เล่นละครในบท 'บิลลี่' เด็กส่งหนังสือพิมพ์ในละครเรื่อง 'เชอล็อกโฮล์ม'  และได้แสดงละครเรื่อง 'จิม'  อีกเรื่องหนึ่งด้วย  เพียงครั้งแรกที่แชปลินได้อวดฝีมือในการแสดง  นักวิจารณ์ก็เขียนชมว่า แชปลิน เป็น... “ดาราที่อนาคตจะสุกใสแน่นอน”

          แชปลินได้มีโอกาสเดินทางไปอเมริกาโดยร่วมไปกับคณะละครของเฟรด  คาร์โน และได้รับการติดต่อให้แสดงภาพยนตร์ของบริษัทคีย์สโตน แชปลินสร้างความชื่นชอบให้แก่ผู้ชมด้วยภาพของตัวตลกที่สวมเสื้อคับ  กางเกงหลวม  รองเท้าขนาดใหญ่  สวมหมวกใบจิ๋ว  ควงไม้เท้า และติดหนวดแปรงสีฟันเหนือริมฝีปากภาพยนตร์ทุกเรื่องของแชปลินทำรายได้อย่างงดงามเป็นที่กล่าวขวัญตามหน้าหนังสือพิมพ์และร้านกาแฟ

          หลังจากที่ประสบความสำเร็จทางด้านการแสดง แชปลินก็ขอเขียนบทและกำกับการแสดงเอง  ผลงานเรื่องแรกของเขาคือเรื่อง  Caught in the Rain ในเวลา ๑ ปี บริษัทคีย์สโตนก็มีหนังที่แชปลินแสดงถึง ๓๕ เรื่อง แต่ละเรื่องทำรายได้สูงทั้งสิ้น ในระหว่างนี้แชปลินมีรายได้อาทิตย์ละ ๒๐๐ เหรียญ เมื่อสัญญาครบ ๑ ปี  แชปลินก็ลาออกจากคีย์สโตนเพราะบริษัทฯ  ไม่สามารถจ่ายค่าตอบแทนอาทิตย์ละ ๑,๐๐๐ เหรียญตามที่เขาเรียกร้องได้ แชปลินทำงานกับบริษัท เอสซันเนย์  และมิวชวล ฟิล์ม ตามลำดับ กับบริษัทหลังนี้ เขาได้ค่าจ้างอาทิตย์ละ ๒๐,๐๐๐ เหรียญและเงินโบนัสอีกปีละ ๑๕๐,๐๐๐ เหรียญ  ค่าตัวของแชปลินเพิ่มเป็นปีละ  ๑ ล้าน ๒ แสนเหรียญ เมื่อทำสัญญากับบริษัทเฟิสต์ เนชั่นแนล ในเวลานั้นแชปลิน กลายเป็นเศรษฐีย่อย ๆ คนหนึ่ง และกลายเป็นอัจฉริยศิลปินของโลก

          ภาพยนตร์เงียบของแชปลิน มิใช่ภาพยนตร์ตลกธรรมดา  แต่เป็นภาพยนตร์ที่สะท้อนความคิดที่มีต่อสังคมและมนุษย์ โดยเฉพาะความคิดที่มีต่อสังคมในระบบทุนนิยม  ดังจะเห็นได้จากผลงานเด่น ๆ  เช่น The  Gold  Rush เป็นเรื่องของยุคคลั่งทองในอเมริกาสะท้อนภาพชีวิตของคนอเมริกันในยุคต้นของระบบทุนนิยมที่สังคมเต็มไปด้วยการแย่งชิงและฉวยโอกาส  คนรวยยิ่งรวยขึ้น  ในขณะที่คนจนไม่มีโอกาสที่จะยกระดับตัวเอง

เรื่อง  City  Lights ชี้ถึงผลการเติบโตของสังคม  เรื่อง  Modern Times แสดงถึงชีวิตของคนในสังคมอุตสาหกรรมที่มีการแบ่งงานกันทำอย่างเป็นระเบียบเครื่องยนต์กลไกต่าง ๆ  ได้รับการพัฒนา  หนังเปรียบเทียบให้เห็นว่ามนุษย์ตกอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์และระบบการทำงานของสิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น  ผลงานบางเรื่องของเขาเช่น The Great Dictator,  Monsieur  Verdoux  ทำให้เขาถูกโจมตีว่าเป็นผู้นิยมลัทธิคอมมิวนิสต์  แชปลินมีความคิดทางการเมืองที่ขัดกับรัฐบาลนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาถูกสั่งห้ามเข้าอเมริกาอีก

          มุขตลกของชาลี แชปลิน  ถ้ามองเพียงผิวเผินคนดูอาจสงสารและเห็นว่าเขาเป็นเหยื่อของสังคม แต่ถ้าสังเกตให้ดีแล้วจะเห็นว่าชายพเนจรผู้เซ่อซ่าคนนี้มิได้ยอมแพ้โดยสิ้นเชิง  ทุกครั้งที่เขาถอยหนีเพื่อให้พ้นภัยนั้น  เขาจะชูกำปั้นขึ้น แล้วหันมาทำท่าให้ศัตรูระวังตัวไว้ว่า ยังจะมีโอกาสที่เป็นของเขาบ้าง หรือท่าทางที่เดินยักไหล่ออกไปอย่างไม่สนใจกับสิ่งที่อยู่เบื้องหลังในตอนจบ ก็เป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่จะบอกว่า  ยังมีอนาคตและความหวังรอเราอยู่เสมอ

          สำหรับชีวิตครอบครัว  ขณะยังหนุ่มแชปลินไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องความรัก  เขาผ่านการหย่าร้างกับดาราสาวถึง ๓ คน  จนมาพบกับ อูนา โอนีล ซึ่งเป็นการแต่งงานครั้งที่ ๔ ชีวิตครอบครัวของเขาก็มีความสุขอย่างแท้จริง  ในบั้นปลายของชีวิต ชาลี แชปลิน พำนักอยู่กับอูนาและลูก ๆ ที่สวิตเชอร์แลนด์ ในปี ๒๕๑๘ เขาได้รับการแต่งตั้งจากสมเด็จพระราชินีแห่งอังกฤษให้เป็น เซอร์ ชาร์ลส์ สเปนเซอร์ แชปลิน เขาเสียชีวิตเมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๒๐

          หากคุณสมศักดิ์ต้องการทราบเรื่องราวของชาลี แชปลิน โดยละเอียด โปรดอ่านหนังสือ 'ชาลี แชปลิน ศิลปินแห่งศตวรรษ'แปลโดย เตือนตา  สุวรรณจินดา

ที่มา : หนังสือ ๑๐๘ ซองคำถาม  สำนักพิมพ์สารคดี
http://guru.sanook.com

Engelbert "ETERNALLY"-"ВЕЧНОЕ"

Charles Chaplin Limelight Soundtrack Candilejas



Theme from "Limelight"- Zamfir ( King of the Panpipes)

Terrys - Theme From LimeLight

ไม่สงวนสิทธิ์ในการนำไปใช้ประโยชน์ทางการศึกษาแต่ขอความกรุณาอ้างอิงแหล่งที่มาตามสมควรจะขอบคุณยิ่ง



May 20,2009   
 

 

กลุ่มบริหารทั่วไป     โรงเรียนศึกษานารี
176ถนนประชาธิปก เชิงสะพานพระปกเกล้า
แขวงวัดกัลยาณ์   เขตธนบุรี  กทม.10600
by wita:wita_snr@hotmail.com