
ผู้ชนะสิบทิศ ชื่อเดิมคือเพลงบุเรงนองรำลึก เป็นเพลงจากนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่โด่งดังของยาขอบ ซึ่งในภายหลัง ได้เพิ่มและเปลี่ยนเนื้อบางตอนให้น่าฟังมากขึ้น
เบื้องหลังของเพลงนี้
ยาขอบ ยอมรับว่าเค้าโครงจากนวนิยายเรื่องนี้เขาได้อาศัยข้อมูลจากพงศาวดารเพียงไม่กี่บรรทัด ผู้ชนะสิบทิศเป็นเรื่องราวของบุเรงนองกษัตริย์พม่าที่สามารถรวบรวมแผ่นดินพม่าให้เป็นปึกแผ่นและขยายพระบรมเดชนุภาพจนกินพื้นที่เกือบจะทั้งหมดของดินแดนแถบนี้ แม้แต่กรุงศรีอยุธยาอันรุ่งโรจน์ของสยามประเทศก็จำต้องตกเป็นอีกหนี่งประเทศราชของบุเรงนอง ผู้ถูกขนานว่าผู้ชนะสิบทิศ
ไพบูลย์ ลีสุวัฒน์ หัวหน้า วงดนตรีคีตะวัฒน์ ที่เคยมีชื่อเสียงในอดีต ก็มีความหลังที่น่าประทับใจกับ บทเพลงอมตะ เพลงบุเรงนองรำลึก นี้อยู่อย่างน่าสนใจ โดย เขียนลงใน คอลัมน์ เขียนก่อนตาย หนังสือพิมพ์ เสรีชัย เรื่อง ผู้ชนะสิบทิศ ว่า
...อยู่ดีๆ ก็เกิดนึกถึง เพลงผู้ชนะสิบทิศ ขึ้นมาเฉยๆ เลยพาลนึกถึงคนแต่ง ซึ่งเป็นเพื่อนรุ่นพี่และคุ้นเคยกินเหล้าขวดเดียวกัน จนจะเรียกว่าแก้วเดียวกันมาเป็นประจำ เพื่อนที่ว่านี้ เป็นนักแต่งเพลงที่มีชื่อเสียงโด่งดัง โดยเฉพาะ เพลงผ้ชนะสิบทิศ ที่แต่งให้ ชรินทร์ นันทนาคร ร้อง ตั้งแต่ยังอยู่ในชุดนักเรียนอัสสัมชัญพาณิชย์ และแอบหนีห้องพักในโรงเรียนประจำ ไปเป็นลูกศิษย์ ร้องเพลง ของครูเพลงผู้แต่งเพลงนี้ให้ร้อง จนโด่งดัง...โดยเฉพาะ เพลงผู้ชนะสิบทิศ นอกจากจะคิดถึงผู้แต่งเพลงแล้ว ยังทำให้ผมนึกถึง วงดนตรีคีตะวัฒน์ ของผม เพราะเพลงนี้ เมื่อนำมาเรียบเรียงเสียงประสาน และบรรเลงด้วยวงดนตรีวงใหญ่ครบเครื่อง ตามมาตรฐานสากล เมื่อได้ฟังดูแล้ว ช่างไพเราะและสง่างาม ชูความสามารถของผู้แต่งทำนองเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะท่อนที่มีเนื้อว่า เจ็บใจ คนรักโดนรังแก ข้าจะเผาเมืองแปร ให้มันวอดวาย...ตอนนี้คนกลอง จะเน้นจังหวะให้หนักแน่นด้วยกลองทอม พร้อมกับทีมแซ็กโซโฟน ที่ช่วยเน้นให้หนักแน่นยิ่งขึ้น
ผู้แต่งเคยบอกกับผมว่า กูชอบฟังวงเอ็งเล่นเพลงผู้ชนะสิบทิศ เพราะฟังแล้วไม่เชื่อหูว่า นี่เป็นเพลงที่กูแต่งหรือเปล่า
ส่วนผู้ร้อง คือ ชรินทร์ นันทนาคร บอกกับเพื่อนๆ นักร้องด้วยกันว่า ร้องเพลงผู้ชนะสิบทิศ กับวงไอ้ตุ๋ย แล้ว มันเป็นบ้าเลย เพราะมันแน่นดี
...นักแต่งเพลงรุ่นพี่ของผมคนนี้ คือ ไสล ไกรเลิศ ผู้ที่ ชรินทร์ นันทนาคร และ สุเทพ วงศ์กำแหง ยกย่องเป็นครู และเรียกว่า น้าไหล
ส่วนผมเรียกตาม สมาน กาญจนะผลิน ว่า ไอ้น้าไหล เพราะถือว่าเป็นเพื่อนกัน และต่างคนต่างใช้สรรพนามสมัย พ่อขุนรามคำแหง พูดกัน...
ที่มา : http://www.manager.co.th