|

วันที่ 31 สิงหาคม นี้ถือเป็นวันครบรอบ
11 ปี
ของการสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิงไดอาน่า
เจ้าหญิงในดวงใจของคนทั่วโลก
ซึ่งประชาชนชาวอังกฤษยังคงรำลึกถึงเจ้าหญิงไดอาน่าอยู่ไม่เสื่อมคลาย
จากผลการสำรวจของฮิสทรีแชนนอล
องค์กรสำรวจความคิดเห็นด้านประวัติศาสตร์ที่ระบุว่า
ชาวอังกฤษส่วนใหญ่เห็นว่าการสิ้นพระชนม์จากอุบัติเหตุรถคว่ำ
เมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2540
ของเจ้าหญิงไดอาน่า
เป็นเหตุการณ์สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของอังกฤษในรอบ
100 ปีที่ผ่านมา
สำคัญยิ่งกว่าสงครามโลกครั้งที่สองด้วยซ้ำ
ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญต่างเห็นพ้องว่า
การจากไปของเจ้าหญิงไดอาน่า
ก่อให้เกิดผลกระทบสำคัญอย่างลึกซึ้งต่อทัศนคติของคนอังกฤษ
รวมถึงบรรดาพระบรมวงศานุวงศ์
ซึ่งเริ่มเปลี่ยนท่าทีจากที่เคยเก็บงำความรู้สึกตามแบบฉบับผู้ดีอังกฤษก็เริ่มกล้าแสดงอารมณ์ความรู้สึกแท้จริงยามที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก
ในช่วงเดียวกันนี้
ข่าวคราว ที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหญิงไดอาน่า
ซึ่งเงียบหายไปนาน
ก็เริ่มมีสีสันขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อเคนวาร์ฟอดีตบอดี้การ์ดของเจ้าหญิงไดอาน่า
ระหว่างปี 2531-2536
ออกมาตีแผ่ชีวิตรักของเจ้าหญิงกับหนุ่มมากหน้าหลายตาโดยลงตีพิมพ์เป็นตอนๆ
ในหนังสือพิมพ์ซันเดย์ ไทม์สจนก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม
ด้านศีลธรรมทั้งของตัวเจ้าหญิงไดอาน่า
และอดีตบอดี้การ์ดจอมแฉ.
สำหรับความหมายของเพลงนี้
Candle in the Wind
เปรียบเทียบ เจ้าหญิงไดอาน่าเป็น
Englands
Rose
เพราะได้รับการชื่นชมจากผู้คนจำนวนมากมาย
โดยเฉพาะในโลกกำลังพัฒนา
ที่ชื่นชมพระองค์มากในฐานะผู้ที่ทำงานเพื่อสังคมและผู้ด้อยโอกาส
คำเปรียบเปรยอีกคำหนึ่งที่ทำให้เพลงนี้เศร้าติดหูก็คือชื่อเพลงนั่นเอง
Candle in the Wind
ฟังดูเศร้าเหลือเกิน
ชีวิตของพระองค์เป็นเหมือนเทียนเล่มน้อยที่อยู่ต้านกระแสลม
ซึ่งหมายถึงการยอมรับของพระราชวงศ์อังกฤษในฐานะ
ลูกสะใภ้
และผู้ให้กำเนิดผู้สืบทอดบัลลังก์
และกระแสข่าวและนักข่าวที่คอยติดตาม
ตอนที่เจ้าหญิงประสบอุบัติเหตุนั้น
เป็นตอนสิ้นเดือนสิงหาคม เมื่อปี 1997
ในกรุงปารีสเป็นข่าวใหญ่อยู่หลายวัน
พระราชพิธีฝังศพนั้นก็เป็นงานใหญ่ขนาดปิดกรุงลอนดอนทีเดียว
ในงานนี้ก็ได้เกิดท่านเซอร์ขึ้นมาหนึ่งคน
นั่นก็คือคนที่แต่งเพลงและเล่นดนตรีในงาน
นั่นก็คือ Elton John นั่นเอง
งานนี้เสียน้ำตาไปหลายปี๊บ
เพลง Candle in the Wind
นี้เดิมถูกแต่งให้แก่ Marilyn Monroe
ดาราสุดเซ็กซี่ของฮอลลี่วูด
ที่จากเราไปทั้ง ๆ
ที่ยังสาวยังสวยเหมือนกัน แต่เซอร์เอลตั้น
จอห์น นำมาปรับปรุงใหม่เพื่อมอบถวายแด่
Lady Diana
โดยเฉพาะ
เส้นทางชีวิต"เจ้าหญิงผู้อาภัพ"
เจ้าหญิงไดอาน่า หรือพระนามเดิม เลดี้
ไดอาน่า สเปนเซอร์ เกิดเมื่อวันที่ 1
กรกฎาคม 2504 ตระกูลสเปนเซอร์ของท่าน
เอิร์ล สเปนเซอร์ที่ 8
ผู้เป็นบิดาเป็นตระกูลที่มีเชื้อสายสืบทอดจากตระกูลขุนนางตั้งแต่ปี
2308
เช่นเดียวกับครอบครัวของมารดาที่อพยพมาจากไอร์แลนด์
มีประวัติย้อนหลังไปจนถึงสมัย คิงลีนน์
ด้วยความเป็นหญิงสาวที่มีความเฉลียวฉลาด
มีอุปนิสัย ร่าเริง สนุกสนาน และมีความ
นุ่มนวลอ่อนหวาน ชวนหลงใหล
หลังจากได้พบปะใกล้ ชิดกับเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์
มกุฎราชกุมารแห่งอังกฤษหลาย ๆ ครั้ง
เธอจึงกลายเป็นสตรี
ที่ดูเหมือนว่าจะเหมาะสมกับ
ตำแหน่งเจ้าหญิงแห่งเวลส์มากกว่าใคร
และก็เป็นจริงดังนั้นเมื่อมกุฎราช
กุมารหนุ่มได้ทรงเอ่ยปากขอเธอแต่งงาน
ซึ่งขณะนั้นเธอมีอายุเพียง 20 ปี
ณ มหาวิหารเซนต์ปอล กรุงลอนดอน
ประเทศอังกฤษ เลดี้ ไดอาน่า สเปนเซอร์
หญิงสาวขี้อายจากครอบครัวสามัญชนได้เข้าพิธีอภิเษกสมรสกับเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์
มกุฎราชกุมารแห่งอังกฤษท่ามกลางพิธีหลวงอันหรูหรา
และติดตาตรึงใจผู้คนทั่วโลก
เวลาผ่านไปไม่นาน 21 มิถุนายน 2525
เจ้าหญิงไดอาน่า ได้ทรงให้กำเนิดพระโอรส
พระองค์แรก คือ เจ้าชายวิลเลียม อาร์เธอร์
ฟิลิป หลุยส์ หรือที่รู้จักกันในพระนามว่า
"วิลล์" และ 2 ปีต่อมาวันที่ 15 กันยายน
2527 ก็ได้ทรงให้กำเนิดเจ้าชายน้อย ๆ
องค์ที่สอง คือ เจ้าชายแฮร์รี่ ชาร์ลส์
อัลเบิร์ต เดวิด หรือ "แฮร์รี่"
เป็นความจริงที่มีให้เห็นครั้งแล้วครั้งเล่า
อันเปรียบเสมือนฟ้าดินกลั่นแกล้ง
เมื่อเส้นทางชีวิตที่เปรียบดั่งเทพนิยายของเจ้าหญิงไดอาน่า
ต้องมาพบกับความทุกขŒระทม
เฉกเช่นชีวิตคนเดินดินธรรมดา ภายใต้
ร่มเงาของราชวงศŒวินด์เซอร์
เจ้าหญิงไดอาน่าต้องอยู่กับความเปล่าเปลี่ยวเดียวดาย
และหัวใจที่แตกสลาย
ซึ่งปิดฉากลงก่อนที่จะมีการประกาศการหย่าร้าง
อย่างเป็นทางการ ด้วยเหตุผลที่ว่า
ความรักของเธอกับเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์
ไม่ใช่เรื่องจริงตั้งแต่ เริ่มแรก
ช่วงเวลาไม่นานก่อนที่เจ้าหญิงไดอาน่าจะสิ้นพระชนม์
ได้ทรงพบรักใหม่กับโดดี้ อัล-ฟาเยด
ทายาทของมหาเศรษฐีเจ้าของห้างสรรพสินค้าแฮร์รอดส์
ซึ่งดูแล้วความรักของทั้งคู่น่าจะไปได้ด้วยดี
แต่ช่วงเวลาแห่งความสุขนั้นช่างสั้นเหลือเกิน.
ความคลุมเครือของอุบัติเหตุที่คร่าชีวิต
"เจ้าหญิงแห่งปวงชน"
อย่างเจ้าหญิงไดอาน่าในคืนวันที่ 31
สิงหาคม 1997
ยังคงเป็นที่ระแวงสงสัยของทั้งประชาชนชาวอังกฤษและผู้คนทั่วโลกมาจนทุกวันนี้
แม้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจของฝรั่งเศสจะสรุปว่ามันคืออุบัติเหตุ
เวลาที่ผ่านล่วงเลยมาหลายปี
ไม่ได้ทำให้ความเคลือบแคลงที่มีต่อเหตุการณ์ในคืนนั้นจางหายไป
เพราะเฮนรี พอล คนขับรถไม่ใช่พวกขี้เมา
และรถคันเล็ก ๆ อย่างเฟียต อูโน
ไม่น่าจะทำให้รถซึ่งคันใหญ่กว่าอย่างเมอร์เซเดส
เอส 280
เสียหลักถึง กับพุ่งชนเสาในอุโมงค์
Place de L'Alma ได้
และคำบอกเล่าจากพยานที่อยู่ในเหตุการณ์ซึ่งขัดแย้งจากรายงานของตำรวจอย่างสิ้นเชิง
"เสียงที่ได้ยินนั้นช่างไม่น่าเชื่อ
เท่าที่ผมอธิบายได้ก็คือ
มันดังเหมือนระเบิด" ทอม ริชาร์ดสัน
หนึ่งในพยานผู้อยู่ในเหตุการณ์
นั่นทำให้การสิ้นพระชนม์ครั้งนี้ถูกระบุว่า
เป็นการลอบปลงพระ ชนม์
มากกว่าที่จะเป็นอุบัติเหตุธรรมดา ๆ
โดยเฉพาะในความคิดของ มหาเศรษฐีชาวอียิปต์
โมฮัมเหม็ด อัล ฟาแยด บิดาของ โดดี้ อัล
ฟาแยด
ชายคนสุดท้ายในชีวิตของเจ้าหญิงไดอาน่าที่จบชีวิตด้วยอุบัติเหตุเดียวกัน
อุบัติเหตุครั้งนี้คือจุดสุดยอดของความรักแบบปุบปับ
ซึ่งเพิ่งเริ่มก่อนหน้านั้นไม่นานในฤดูร้อนเดียวกัน
เมื่อเจ้าหญิงไดอาน่าได้พบกับโดดี้
ความสัมพันธ์ของทั้งสองสร้างแรงสั่นสะเทือนไปจนถึงราชวงศ์อังกฤษ
และขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์
แทบลอยด์ สื่อมวลชนตามรบกวนไดอาน่าและโดดี้ไปแทบทุกแห่งที่ทั้งคู่เดินทางไป
และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้นก็เป็นเช่นเดิม
เมื่อเครื่องบินส่วนตัวของทั้งคู่ลงจอดที่สนามบินเลอร์บูร์เกต์
เวลาบ่ายสามโมงสิบห้านาทีวันที่ 30
สิงหาคม 1997
หลังจากนั้นเวลาสามทุ่มสิบห้านาทีกล้องวงจรปิดของโรงแรมริตซ์
บันทึกภาพขณะทั้งสองเข้าไปด้านใน
โดยมีช่างภาพปาปารัซซี่เกือบ 30
ชีวิตยืนอออยู่นอกประตูด้านหน้าโรงแรม
3 ชั่วโมงต่อมาเพื่อหลบเลี่ยงพวกปาปารัซซี่
โดดี้และเจ้าหญิงไดอาน่าหลบออกทางประตูหลังพร้อมด้วยบอดี้การ์ด
เทรเวอร์ รีส-โจนส์ เข้าไปในเมอร์เซเดสคันมรณะ
ซึ่งมี เฮนรี พอล เป็นผู้ขับ
โดยมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่อพาร์ตเมนต์ของโดดี้
ใกล้กับประตูชัย แต่พวกเขาก็ไปไม่ถึง
เฮนรีและโดดี้เสียชีวิตทันที
ขณะที่เจ้าหญิงไดอาน่าเลือดตกภายในมากซึ่งแพทย์ได้นำตัวส่งโรงพยาบาล
และคณะแพทย์ได้ประกาศการสิ้นพระชนม์ของพระองค์เวลาตีสี่ของเช้าวันนั้น
และเทรเวอร์คือผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียว
เจ้าหน้าที่สืบสวนพบเศษกระจกไฟท้ายซึ่งสรุปว่าเป็นของรถเฟียต
อูโน ผลิตระหว่างปี 1983-1989
พร้อมกับรอยขูดสีขาวที่ติดอยู่ด้านข้างของรถเมอร์เซเดส
ซึ่งตรงกันกับสีที่ใช้พ่นรถเฟียต อูโน
ทางการฝรั่งเศสสรุปสาเหตุของอุบัติเหตุในครั้งนี้ว่า
การที่รถเมอร์เซเดสชนกับรถเฟียต อูโน
ทำให้รถของเจ้าหญิงไดอาน่าควบคุมไม่ได้จนแฉลบ
แต่มีน้อยคนที่จะเชื่อว่าเป็นเช่นนั้น
และหนึ่งในนั้นคือ จอห์น แมคนามารา อดีตตำรวจสก๊อตแลนด์ยาร์ด
และอดีตที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยของโมฮัมเหม็ด
อัล ฟาแยด
อ้างว่าทางการฝรั่งเศสมีส่วนในการปกปิดความจริงเกี่ยวกับอุบัติเหตุครั้งนี้
"เราถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าไปในศาลเพื่อตรวจสอบพยานต่าง
ๆ ไม่ให้ทดสอบหลาย ๆ
สิ่งที่เราพบเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้จะหาคำอธิบายยังไง
ผมถือว่าตัวเองเปนนักสืบมืออาชีพ
ด้วยประสบการณ์ 26 ปีที่สก๊อตแลนด์ยาร์ด
และผมแน่ใจว่านี่ไม่ใช่อุบัติเหตุรถยนต์ธรรมดา
และผมสามารถเชื่อได้อย่างสนิทใจว่า
ทำไมมิสเตอร์อัล ฟาแยด
จึงเชื่อว่าลูกชายของเขาและเจ้าหญิงไดอาน่าถูกฆาตกรรม"
จอห์น แมคนามารา
ย้อนรำลึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น
เพื่อค้นหาความกระจ่างให้กับอุบัติเหตุครั้งนี้
ทีมงานสารคดีชุด UNSOLVED HISTORY
ได้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ได้แก่
ริชาร์ด เซียร์นิคกี นิติวิศวกร กอร์ดอน
เฮล เอ็ดเวิร์ดส์, เกรก เพาเวลล์ และเจฟ
มิลเลอร์
ทีมงานผู้เชี่ยวชาญการขับรถหลบหลีก
ดร.เดวิด โพซีย์ นักนิติพยาธิวิทยา
และแจ๊ค เฟรย์แทก วิศวกรด้านเสียง
เพื่อตรวจสอบเหตุผลของอุบัติเหตุครั้งนี้ในแง่มุมต่าง
ๆ
เริ่มตั้งแต่การทดลองลักษณะการชนกับความเร็วแบบที่น่าจะเป็นไปได้
รวมทั้งเสียงที่เกิดจากการชนซึ่งมีพยานหลายคนระบุว่า
มันเหมือนเสียงระเบิดมากกว่า
แต่การทดสอบที่น่าหวาดเสียวที่สุดก็คือ
ความเป็นไปได้ของการชนกันระหว่างรถคันเล็ก
ๆ อย่างเฟียต อูโน กับเมอร์เซเดส เอส 280
ที่มีผลทำให้รถคันใหญ่เสียหลักจนเป็นที่มาของโศกนาฏกรรมนี้
แต่ทว่ารถคันเล็ก ๆ
กลับขับต่อไปได้แบบที่คนขับแทบจะไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำ
แม้ว่าพวกเขาจะสามารถจำลองเหตุการณ์แทบจะเรียกได้ว่าเหมือนอยู่ในอุบัติเหตุครั้งนั้น
หากแต่เหตุผลที่ว่าทำไมเจ้าของรถเฟียตคันดังกล่าวจึงไม่สนใจเสียงดังของการชนที่เกิดขึ้นกับรถเมอร์
เซเดสที่วิ่งอยู่ด้านหลัง ทั้ง ๆ
ที่คนอื่น ๆ
ที่อยู่ด้านนอกยังได้ยินเสียงอันดังสนั่นนั้น
และทางการฝรั่งเศสเองก็ไม่สามารถระบุตัวคนขับรถคันดังกล่าวที่แน่นอนได้
รวมทั้งการตายปริศนาของชายคนหนึ่งที่คาดว่าอาจจะเป็นคนขับในอีก
3 ปีถัดมา

คอลัมน์ข้างล่างนี้คือส่วนหนึ่งของอัลฟาเยดด้อดคอม
(ของมหาเศรษฐีเจ้าของห้างสรรพสินค้าแฮร์รอดส์)
PAUL BURRELL LETTER (OCTOBER 2003)- MY
VIEW
85% SAY DIANA WAS
MURDERED
MOHAMED AL FAYED
SETS THE RECORD STRAIGHT
DAILY MIRROR
ARTICLE - 2ND MAY 2003
MOHAMED AL FAYED
TO RESIDE IN SWITZERLAND
DODI'S FINAL
RESTING PLACE
PHOTO GALLERY
MY BUSINESS
INTERESTS
THE VIDEOS
DODI & DIANA PHOTO
GALLERY
CHARITIES PHOTO
GALLERY
THOUGHTS OF CHAIRMAN MO
PUBLIC EYE
CHARITIES
DODI AND DIANA
แผนสังหาร? อุบัติเหตุ ปริศนา 9 ปี
โศกนาฏกรรม"เจ้าหญิงไดอาน่า"
"ลาก่อน...กุหลาบแห่งอังกฤษ
พระองค์จะอยู่ในใจของพวกเราตลอดไป
Goodbye England's rose; may you ever
grow in our hearts.พระองค์คือความงดงามที่ตราตรึง
ในที่ซึ่งพรากชีวิตจากกัน..."You
were the grace that placed itself where
lives were torn apart.
ความหมายของท่อนแรกแห่งบทเพลง "CANDLE
IN THE WIND"
ซึ่งได้รับการขับขานในงานพระราชพิธีไว้อาลัย
แด่การจากไปของ "เจ้าหญิงไดอาน่า"
โดยนักร้องชื่อดัง เอลตั้น จอห์น(ท่านเวอร์
เอลตั้น จอห์น)
ความรู้สึกที่สัมผัสได้จากบทเพลงอันแสนไพเราะนี้จนจบ
แม้ผู้ใดจะได้ชื่อว่าเป็นคนที่มีจิตใจเข้มแข็ง
แต่ก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับความรู้สึกเศร้าสะเทือนใจที่ยากยิ่งจะบรรยาย
ด้วยนับจากนี้ไป...จะไม่มีเจ้าหญิงผู้สง่างาม ผู้สร้างสรรค์
ประโยชน์สุขแก่ชาวโลกให้ได้ยลโฉม
และสัมผัสใกล้ชิดอีกแล้วตลอดกาล...
31 สิงหาคม 2540
เปรียบเสมือนวันที่โลกหยุดหมุน
ด้วยข่าวการสิ้นพระชนม์อย่างกะทันหันของเจ้าหญิงแห่งเวลส์
สุภาพสตรีผู้เป็นที่รักของชาวโลก
จากเหตุการณ์อุบัติเหตุรถเบนซ์ S 280
พุ่งชนอุโมงค์ดัลมา ใจกลางกรุงปารีส
จากอุบัติเหตุครั้งนั้น ผู้โดยสาร 2 ใน 4
คน บนรถเสียชีวิตทันทีคือ อองรี พอล คนขับ
และ โดดี้ อัล-ฟาเยด ลูกชายมหาเศรษฐีโมฮัมหมัด
อัล-ฟาเยด ชายที่ร่ำรวยที่สุด
และมีอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งของยุโรป
เจ้าหญิง ไดอาน่าได้รับบาดเจ็บสาหัส
ถูกนำส่งโรงพยาบาล ที่ใกล้ที่สุด
แพทย์พยายามช่วยชีวิตพระองค์อย่าง
สุดความสามารถ
แต่แล้ว...ก็ต้องยอมแพ้ให้กับลิขิตสวรรค์ในเวลาก่อนฟ้าสางของวันอาทิตย์
จากวันนั้น...ถึงวันนี้
แม้เวลาจะผ่านไปถึง 9 ปีเต็ม
แต่ความจริงที่ประชาชนชาวอังกฤษ
และชาวโลกอยากรู้อย่างแจ่มชัดที่ว่า
อะไรคือ
สาเหตุของอุบัติเหตุอันน่าเศร้าสลดใจที่สุดครั้งนั้น
ก็ยังไม่มีการบอกเล่าหรือสรุปแน่ชัดแต่
อย่างใด !! |