กลุ่มบริหารทั่วไป โรงเรียนศึกษานารี

 

Auld Lang Syne

 

 
       Should auld acquaintance be forgot
       and never brought to mind?
       
       Should auld acquaintance be forgot
       and days of auld lang syne?
       
       For auld lang syne, my dear,
       for auld lang syne,
       
       We'll take a cup of kindness yet,
       for auld lang syne.       
      
       
       And here's a hand, my trusty friend
       And gie's a hand o' thine
       
       We'll tak' a cup o' kindness yet
       For auld lang syne

 

       For auld lang syne, my dear,
       for auld lang syne,
       
       We'll take a cup of kindness yet,
       for auld lang syne.

 

       For auld lang syne, my dear,
       for auld lang syne,
       
       We'll take a cup of kindness yet,
       for auld lang syne.


 

 



Auld Lang Syne  เป็นเพลงที่แต่งคำร้องและทำนองโดยกวีชาวสก๊อต Robert Burns (1759-1796) ซึ่งคนไทยรู้จักเพลงนี้ดีทุกคน เป็นเพราะเจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี นำทำนองมาแต่งเนื้อเป็นภาษาไทย ตั้งชื่อใหม่ว่า ‘เพลงสามัคคีชุมนุม’ ท่านผู้นี้มีนามเดิมว่า ม.ร.ว.เปีย มาลากุล ณ อยุธยา อดีตพระพี่เลี้ยงผู้ดูแลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สมัยที่พระองค์ท่านเรียนหนังสืออยู่ที่อังกฤษ ครั้งที่พระองค์ยังทรงพระเยาว์ ดำรงพระอิสริยยศเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร      

 

ยามใกล้เที่ยงคืนของวันที่ 31 ธันวาคม หรือวันสิ้นปี ในหลาย ๆ พื้นที่ของโลกจะมีการร้องเพลงที่ชื่อ "โอลด์ แลงค์ ซายน์" (Auld Lang Syne) ซึ่งนับเป็น New year's Anthem ฉบับสากล เช่นเดียวกับที่ในไทยมีเพลงตามประเพณีอย่าง "สวัสดีปีใหม่" นั่นเอง โดยต้นกำเนิดเพลงนี้แต่งขึ้นตั้งแต่สมัยปลายศตวรรษที่ 17 ซึ่งโรเบิร์ต เบิร์นส์ คนนี้เป็นกวี นักคิด นักประพันธ์เพลงคนสำคัญของสก็อตแลนด์ สรุปว่าคนไทยได้หยิบยืมทำนองเพลงนี้มาจากเพลงพื้นบ้านของสก็อตแลนด์
   

 

Auld Lang Syne  ชื่อของเพลงนี้นั้นถูกนำมาแปลความหมายเป็นภาษาอังกฤษก็คือ "old long since"หรือ"long long ago" หรือ "days of long ago"หรือ"olden days" หรือ "For old times' sake,"หรือ "to the (good) old days,"หรือ"To days(or times) gone by"หรือแปลเป็นไทยคือ "เมื่อเนิ่นนานมา"


ความหมายรวมๆของเพลงนี้น่าจะหมายถึงThe Good Old days เป็นคำอวยพรหรือคำโบราณของชาวสก็อตแลนด์  ในโคลงที่ Robert Burns ประพันธ์ไว้นี้ มีความหมายถึงการเริ่มต้นใหม่ การให้อภัย และการลืมเรื่องบาดหมางทั้งหลาย เพลงนี้เริ่มปรากฏครั้งแรกตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 ว่ากันว่าในสก็อตแลนด์สมัยโบราณนั้นเขาจะเอาเพลงนี้มาให้คนในหมู่บ้านร่วมร้องพร้อมๆกับจับมือกันเป็นวงกลม แล้วร้องเพลงไปเรื่อยๆจนกระทั่งผ่านคืนส่งท้ายปีเก่าข้ามไปยังปีใหม่ พอระฆังตีบอกปีใหม่แล้วจึงค่อยๆจบเพลง

แท้ที่จริงเพลงนี้มีการร้องกันในอังกฤษนานมาแล้ว เนื้อเพลงนั้นร้องต่อๆ กันมา จนแมื่อ  Robert Burns กวีชื่อดังเอาธีมของเพลงเก่า จับมาเรียบเรียงใหม่ แล้วทำการบันทึกอย่างเป็นทางการในปี 1788

   
เบิร์นส์ เป็นบุคคลที่มีชีวิตประวัติที่น่าสนใจ เพราะ ได้ดีจากความอุตสาหะ เขาเกิดในครอบครัวชาวนาซึ่งยากจนมาก หนังสือหนังหาอ่านแทบไม่ออก เพราะที่บ้านจนเกินกว่าจะมีเวลาว่างให้เบิร์นส์ได้เรียนอย่างจริงๆ จังๆ ทว่าเพราะความใฝ่ดี   เบิร์นส์ก็พยายามเรียนเท่าที่จะเรียนได้....จากนั้นก็เริ่มเขียนโคลง กลอนในลักษณะของตนเอง มีทั้งประชดประชัน มีการดึงเอาบทกวีเก่าๆ มาผสมผสานกับของตัวเอง  จนกระทั่งกลายเป็นงานในแนวทางของตัวเองขึ้นมา
       
ชีวิตของเบิร์นส์นั้นน่าสนใจยิ่งขึ้น เมื่อมีคนตาแหลมมาอ่านงานที่เขาเขียน เมื่อมันถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปตีพิมพ์ ปรากฏว่างานกวีของเบิร์นส์นั้นฮิตระเบิด กลายเป็นที่แสวงหากันมาตลอดเวลา และตัวเบิร์นส์นั้นได้รับฉายาว่าเป็นกวีชาวบ้านที่ชาวไฮแลนด์หรือชาวสก็ฮตแลนด์ภาคภูมิใจเหลือเกิน"
 

Robert Burns ผู้ประพันธ์เพลงนี้ส่งก้อปปี้จากต้นฉบับไปให้พิพิธภัณฑ์ดนตรีที่ The Scots Musical Museum  พร้อมทั้งกำกับไปด้วยว่าเพลงนี้เป็นเพลงเก่าแก่ที่ได้รับมาจากชายชราคนหนึ่ง ยังไม่เคยถูกเผยแพร่ ยังไม่เคยลงตีพิมพ์ในหนังสือเล่มใดๆมาก่อน
 

สำหรับเนื้อเพลงนั้นโดนแก้ไขในภายหลังจนผิดแปลกไปจากต้นฉบับที่ผ้แต่งคนแรกได้แต่งเอาไว้ แต่ได้รับการตีพิมพ์อย่างเป็นทางการครั้งแรกในปี  1711 โดยผลงานของ James Watson ในวรรคแรก ส่วนท่อนสร้อยนั้นยังใช้ของ Burns แต่ทำนองนั้นเหมือนของเก่าซึ่งถูกนำไปร้องทั่วโลก ไม่เฉพาะแต่ในสก๊อตแลนด์เท่านั้น มีผู้นำไปเผยแพร่ทางวิทยุและโทรทัศน์เมื่อปี 1929 ในเทศกาลฉลองปีใหม่ของชาว อเมริกัน มีการผลิตออกมาอีกครั้งในรูปแผ่นเสียงเมื่อวันที่ 29 กันยายน 1947 ในครั้งนี้เป็นลิขสิทธิ์ของบริษัทแผ่นเสียง Decca Records จนกลายเป็นเพลงฉลองเทศกาลปีใหม่ของชาวโลกทั้งในยุโรปและอเมริกาไปในที่สุด

 

เนื้อเพลง ๆ นี้ตีความได้ต่าง ๆ นานา บ้างก็ว่าพูดถึงการให้ลืมสิ่งเก่าไป รับสิ่งใหม่มา บ้างก็ว่าเพื่อพูดถึงอดีตอันเกรียงไกรของชาวสก็อตฯ ขณะที่บางคนว่าเพลงนี้เขาแต่งเพื่อระบายความรู้สึกหวนหาอดีต คิดถึงเพื่อนเก่า คนรักเก่า วันเวลาเก่า ๆ อย่างเพลงเศร้าๆ I understand (Just How You Feel) จะมีเพลงนี้ร้องเป็นแบ้คกราวด์สวนกันทั้งเพลง(สามารถคลิก เข้าไปฟังได้)
 

อย่างไรก็ดี เพลงนี้กลายเป็นเป็นเพลงเฉลิมฉลองวันปีใหม่ของชาวสก็อตฯ  และกลายเป็นเพลงปีใหม่ของอีกหลาย ๆพื้นที่ในโลกเมื่อ Guy Lombardo นักดนตรีชาวแคนาดา นำเพลงนี้ไปเล่นเพลงในรายการวิทยุของอเมริกาช่วงรอยต่อระหว่างปี 1938-1939 แม้จนบัดนี้เพลงในฉบับของ Guy ยังคงใช้เปิดเป็นเพลงแรกของปี เพื่อเฉลิมฉลองงานปีใหม่ที่ไทม์สแควร์ จริง ๆ แล้วอาจจะไม่ใช่เนื้อเพลง โอลด์ แลงค์ ซายน์ ที่แพร่หลาย แต่เป็นเมโลดี้สุดติดหู (และถึงขั้นหลอนหู) ของมันต่างหาก
 

ในหลาย ๆ ประเทศเอาทำนองเพลงนี้ไปใช้ต่างโอกาสกัน ในไต้หวันใช้ทำนองเพลงนี้เปิดในวันจบการศึกษาและในงานศพ ที่ญี่ปุ่นก็เอาเพลงนี้มาแปลงเป็นเพลง Hotaru no Hikari (แสงหิ่งห้อย) ใช้ในงานพิธีจบการศึกษาเช่นกัน ส่วน รพินทรนารถ ฐากูร ปราชญ์วรรณกรรมชาวอินเดีย เอาทำนองเพลงนี้มาแต่งเป็น "About the Old Days" ในไทยเองเพลงนี้ก็กลายมาเป็นเพลงแบบขวา ๆ  อย่าง "สามัคคีชุมนุม" ที่ไม่แค่เอาทำนองเขามา แม้แต่พิธีการไขว้มือจับกัน ก็เอามาจากพิธีกรรมของชาวสก็อตฯ ด้วย

 

และล่าสุด ในวันที่ 29 พฤศจิกายน ที่ผ่านมานี้เอง ทำนองเพลง Auld Lang Syne ก็ถูกเปิดในพิธีสละตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดของผู้นำเผด็จการปากีสถาน เปอร์เวช มูชาร์ราฟ เพื่อที่เขาจะได้สืบทอดอำนาจทางการเมืองได้อย่างเต็มที่ต่อไป ไม่รู้วิญญาณของตาโรเบิร์ต เบิร์นส์ รู้เข้าจะ "เซ็งเป็ด" ขนาดไหน เมื่อเพลงที่แต่งโดยนักคิดเสรีนิยม (Liberalism) เช่นเขาถูกเอาไปใช้ในพิธีกรรมของทหารเผด็จการซะแล้ว


นอกจาก Guy Lombardo ผู้ซึ่งทำให้เพลง Auld Lang Syne กระฉ่อนไปทั่วโลกแล้ว ในช่วงรอยต่อของปี 1969-1970 มือกีต้าร์โลกันต์ Jimi Hendrix ได้เล่นเพลง Auld Lang Syne ในแบบฉบับ Blues-Rock ที่ The Fillmore East ซึ่งในช่วงนั้นดนตรี Rock กำลังเฟื่องฟู และรอยต่อของทศวรรษทั้งสองนี้ก็ถือเป็นจุดเปลี่ยนผ่านสำคัญของวงการดนตรี Rock เลยก็ว่าได้ นอกจากนี้ยังมีฉบับเสียงประสานของวงป็อบอย่าง Beach Boys มีฉบับ Rock กลิ่นพื้นบ้านอเมริกันของ Bruce Springsteen and the E Street Band หรือกลิ่นพื้นบ้านแบบปี่สก๊อต ของ
Andre Rieu รวมถึงฉบับแซกสุดหวานจาก Kenny G หรือกีต้าร์โซโล่แปลกหู ของ Guns ‘n' Roses ที่เล่นไว้ใน Live at Leeds เมื่อปี 2002 ซึ่งหลังจากนั้น Buckethead มือกีต้าร์จอมเพี้ยนก็ได้โซโล่ต่อเป็นทำนองเพลงธีมหลักของ Star Wars
 

ไม่เพียงแค่การเล่นแบบ (พยายามจะ) Cover เพลงนี้เท่านั้น บางทีเนื้อหาของเพลงนี้ก็ถูกนำไปใช้ในบริบทอื่น เช่นนักร้องโฟล์ค-ป็อบ Dan Fogelberg เจ้าของบทเพลงยุคตื่นทอง Sutter's mill ที่เพิ่งเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งไปเมื่อวันที่ 17 ธันวา ปีนี้เอง ก็เคยแต่งเพลงที่ชื่อ Same Old Lang Syne เนื้อหาของเพลงเล่าถึงการได้พบเจอคนรักเก่าโดยบังเอิญในคืนคริสต์มาส แล้วเรื่องราวเก่า ๆ ก็หวนย้อนกลับมา


ที่มา: http://www.manager.co.th และ
http://blogazine.prachatai.com


Andre Rieu - Auld lang syne 2006


 Auld lang syne-Theme of the film "Waterloo Bridge

Auld Lang Syne-Kenny G
 


Auld Lang Syne - Bruce Springsteen 1980
 


Beach Boys: Auld Lang Syne


Dan Fogelberg - Same Auld Lang Syne
 


 


 

ไม่สงวนสิทธิ์ในการนำไปใช้ประโยชน์ทางการศึกษาแต่ขอความกรุณาอ้างอิงแหล่งที่มาตามสมควรจะขอบคุณยิ่ง


December 31,2009 
 

 

กลุ่มบริหารทั่วไป โรงเรียนศึกษานารี
176  ถ.ประชาธิปก เชิงสะพานพระปกเกล้า
แขวงวัดกัลยาณ์   เขตธนบุรี  กทม. 10600
by wita  :  wita_snr@hotmail.com