กลุ่มบริหารทั่วไป โรงเรียนศึกษานารี

 


 

Man come into Egypt
Peter, Paul and Mary
Album : Moving

 
  There is a man come into Egypt,
And moses is his name
When he saw the grief upon us,
In his heart there burned a flame.
In his heart there burned a flame oh lord,
In his heart there burned a flame,
When he saw the grief upon us,
In his heart there burned a flame.

There is a man come into Egypt,
His eyes are full of light
Like the sun come up in Egypt,
Come to drive away the night
Come to drive away the night oh lord,
Come to drive away the night.
Like the sun come up in Egypt,
Come to drive away the night.

There is a man come into Egypt,
He's come for you and me.
On his lips a word is singing,
And the word is liberty.
And the word is liberty, oh, lord;
And the word is liberty.
On his lips a word is singing,
And the word is liberty.

There is a man come into Egypt
To stir the souls of men
We will follow him to freedom,
Never wear those chains again
Never wear those chains again oh lord,
Never wear those chains again.
We will follow him to freedom,
Never wear those chains again!


And the word is Liberty.
On his lips a word is singing,
And the word is Liberty.
 
 
 
 

Man come into Egypt เพลงจาก Track 1 ในด้าน B side จากอัลบั้ม Moving ของ Peter Paul and Mary ที่ออกมาในปี 1963 เป็นเพลงที่คนไทยแทบไม่รู้จัก ทั้งๆที่ผลงานอื่นๆในอัลบั้มนี้ เป็นเพลงที่หลายๆคนชื่นชอบ อย่างเพลง Puff, The Magic Dragon, Gone the Rainbow, Flora, This Land Is Your Land.
 

แต่ถ้าเอ่ยถึง เพลงชื่อ "อุ๊ยคำ" แฟนพันธุ์แท้ของ จรัล มโนเพชร เจ้าของอัลบั้มโฟล์คซองคำเมือง คงปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่คุ้นหู แต่แท้ที่จริงนั้น เบื้องหลังของเพลงนี้ จรัล มโนเพชร นำเมโลดี้ของ Man come into Egypt ไปแปลงเป็นผลงานเพลงของเขา ได้รับความนิยมจากคนไทยมาก กับบทบาทของศิลปินล้านนาที่เขาพยายามถ่ายทอดขนบธรรมเนียม และวัฒนธรรมของชาวเหนือ ผ่านออกมาในเนื้อหาของบทเพลง จนทำให้เขาได้รับคัดเลือกให้เป็น"ศิลปินแห่งชาติ"

โดยเฉพาะ "มิดะ" เป็นบทเพลงที่ถูกวิจารณ์มากที่สุด  เนื่องจากเนื้อหาของของเพลง พาดพิงถึงเรื่องราวชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอาข่า(อีก้อ) ซึ่งเป็นชาวเขาเผ่าหนึ่งทางภาคเหนือ ตัวเอกของเรื่องคือ"มิดะ" สาวที่สวยที่สุดของเผ่า เธอถูกเลือกให้มาสอน"ขึ้นครู" ให้แก่เด็กหนุ่มๆในเผ่าทุกคน ที่ยังไม่ประสีประสาในเรื่องของเพศ โดยในเนื้อเพลงนั้นเล่าว่า จะต้องไปสอนกันที่"ลานสาวกอด"

ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่นั้น จรัลได้รับความนิยม ได้รับการยกย่องให้เป็น มหากวีแห่งล้านนา
เป็นผู้ทำให้เพลง "โฟล์คซอง-คำเมือง" ได้เกิด เพลงของเขาเป็นที่แพร่หลายและชื่นชอบในแวดวงเพลงไทย และไม่เคยปรากฎ ว่าจะมีใครออกมาเรียกร้องหรือโต้แย้งใดๆ  แต่หลังจากเขาเสียชีวิตไปแล้ว จึงมีกระแสต่อต้านเนื้อเพลงที่เป็นเรื่องราวของชาวเชาเผ่าอีก้อในเพลงมิดะค่อนข้างรุนแรง

เช่นเดียวกับเบื้องหลังเพลง มิดะ ที่เขาลอกมาจาก ผลงานของกลุ่มวงดนตรี
อเมริกันโฟล์คซอง ซึ่งเป็นวงทริโอ ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในยุค 60 และยังได้รับการยอมรับจากแฟนเพลงทั่วโลกติดต่อกันมาอย่างยืนยาว แม้ว่า"แมรี่" นักร้องหญิงของวงได้เสียชีวิตไปด้วยโรคลูคีเมีย เมื่อ 16 กันยายน 2009 แต่ทั้ง Peter Yarrow และ Noel "Paul" Stookey  ก็ยังคงจับคู่เล่นเพลงในยุค 60 ของพวกเขา และในปัจจุบันก็ยังคงตระเวณเปิดการแสดงคอนเสิร์ตตามเมืองต่างๆทั่วโลก ในชื่อวงที่คนทั้งโลกรู้จัก  Peter Paul and Mary
 



On September 23rd, Peter and Noel Paul 
closed out the "Feel Free" concert at Central Park 
 



Monday, September 17,2005
 



EVENING FOR PEACE 2007
 

สมาชิกดั้งเดิมของวง Peter Paul and Mary ประกอบไปด้วย 2 หนุ่ม Peter Yarrow และ Noel "Paul" Stookey กับอีก 1 สาว Mary Travers. เจ้าของบทเพลง Man come into Egypt อัลบั้ม Moving ซึ่งออกวางจำหน่ายทั่วโลกในสังกัดของค่ายวอเนอร์ ตั้งแต่ปี 1963   ดังนั้นจึงเป็นที่ทราบกันดีว่า ใคร คือ"ต้นตำรับที่แท้จริง"  สำหรับเนื้อหาในเพลงนี้ เล่าถึงพระศาสดาโมเสสซึ่งเป็นชาวยิวในอิยิปต์

Nuclear Age Peace Foundation
Monday September 17,2007

 


ประวัติโมเ
สส

 

โมเสส หรือ โมเซ เป็นศาสดาของศาสนายิว บิดาชื่อ อัมราม มารดาชื่อ โยเคเบต บิดามารดาของโมเสสสังกัดอยู่ในเผ่าของอิสราเอล สันนิษฐานกันว่า โมเสส เกิดในสมัยของฟาโรห์ราเมสที่ 2 ก่อนปี ค.ศ. 1225-1292

ในยุคนั้นประเทศอียิปต์ มีนโยบายในการลดจำนวนคนยิว เนื่องจากชาวยิวเพิ่มจำนวนมากขึ้นและแข็งแกร่งขึ้น ฟาโรห์เกรงว่าพวกยิวจะรวมกับพวกข้าศึกกลับมาโจมตีพระองค์ ดังนั้นจึงบัญชาให้เด็กชายที่เกิดมาในตระกูลอิสราเอลทุกคน ต้องถูกจับประหารชีวิต


บิดามารดาของโมเสส กลัวว่าบุตรชายของตนจะไม่ปลอดภัย จึงซ่อนบุตรชายไว้เป็นเวลา 3 เดือน จนเมื่อเห็นว่าคงไม่ปลอดภัยแน่แล้ว จึงนำบุตรชายใส่ตระกร้าลอยแพอธิฐานเสี่ยงบุตรไปตามแม่น้ำไนล์ เผอิญวันนั้นพระธิดาของฟาโรห์เสร็จลงสรงน้ำ ทรงเห็นเด็กน้อยน่ารักเกิดความสงสารจึงนำไปเลี้ยงไว้ในฐานะบุตรบุญธรรม และตั้งชื่อให้ว่า โมเสสโดยได้มีคำสั่งให้นำ"
มีเรียม"ผู้เลี้ยงโมเสสไปเลี้ยงด้วยอีกคน

โมเสสได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีประดุจเจ้าชายในราชสกุล โมเสสไม่ทราบว่าตนเป็นยิวและไม่ได้ทำพิธีสุหนัตแบบยิว มาทำเอาเมื่อโตเป็นผู้นำชาวยิวแล้ว

เมื่อโมเสสได้รู้ความจริงว่าเขาเป็นชาวยิว จีงทำให้เขาคิดเตรียมการที่จะอพยพชาวยิวจากอียิปต์ เขาศึกษากฏหมายโบราณ และฝึกทางด้านการทหาร จนมีความรู้ทางด้านการเป็นผู้นำคน

โมเสสมีความสนิทสนมเป็นพิเศษกับเด็กหนุ่มเชื้อสายยิว เขามักจะไปเยี่ยม สอบถามสารสุกข์สุขดิบของพวกยิว  จนได้เห็นการถูกเอาเปรียบ การถูกทำทารุณโหดร้ายของคนงานชาวยิว ทำให้โมเสสต้องฆ่าหัวหน้าผุ้ควบคุมงานคนนั้น  ข่าวนี้ทราบไปถึงฟาโรห์ พระองค์ทรงกริ้วอย่างมากรับสั่งให้สำเร็จโทษโมเสส แต่เขารู้ตัวก่อนจึงหลบหนีไปอาศัยอยู่ในดินแดนมิเดีย ในบ้านบาทหลวงชาวยิวที่ชื่อ เชโธร์ ในที่สุดเขาก็ได้แต่งงานกับ
ชิปโปราห์ บุตรสาวของหลวงพ่อ

โมเสสทำหน้าที่เลี้ยงแกะในช่วงที่เขาลี้ภัย และมีบุตรชายกับชิปโปราห์ 2 คน คือ เคอโสม และ อีไลเซอร์ โมเสสยังเป็นคนแปลกหน้าของดินแดนมิเดีย จนสิ้นรัชสมัยของฟาโรห์ราเมสที่ 2   เมอร์เนปตาห์ ราชโอรสได้ครองราชย์แทน โมเสสและเพื่อนชื่ออารอนได้เดินทางกลับไปสู่ดินแดนอียิปต์ เพื่อร้องขอต่อเมอร์เนปตาห์ให้ชาวยิวทั้งหมดออกไปจากอียิปต์ เพือไปสู่ดินแดนสัญญาคือปาเลสไตน์

ฟาโรต์เมอร์เนปตาห์ได้ทรงหลีกเลี่ยงการอนุญาต แต่ในที่สุดเกิดโรคระบาดอย่างหนักในอียิปต์ คัมภีร์ฝ่ายยิวกล่าวว่าเป็นผลจากพระเจ้าทรงลงโทษ ในการที่ฟาโรห์ไม่อนุญาตให้ชาวยิวกลับดินแดนสัญญา เมื่อเหตุร้ายต่างๆ คุกคามประเทศและประชาชน ฟาโรห์จึงทรงอนุญาตให้ชาวอิสราเอลกลับถิ่นเดิมของตนได้

 



เมื่อครั้งโมเสสอายุ 80 ปี ได้นำชาวยิวอพยพออกจากอียิปต์ ในขณะเดียวกัน ฟาโรห์เกิดความระแวงในโมเสส และชาวยิว จึงสั่งให้ทหารพร้อมรถม้าออกติดตามและสังหารชาวยิว แต่เกิดปฏิหาริย์ น้ำในทะเลแดงได้แยกเปิดให้ทางแก่โมเสสและชาวยิวข้ามถึงฝั่งจนได้ แต่เมิ่อทหารฟาโรห์มาถึง กลับถูกน้ำปิดทางอย่างเดิม และท่วมทหารอียิปต์ตายจนหมดสิ้น

ในขณะที่โมเสสเป็นผู้นำและปกครองชาวยิว มีปัญหาให้เขาต้องแก้ไขมากมาย เช่น การขาดแคลนอาหาร น้ำ การทะเลาะเบาะแว้งกันเองในหมู่ชาวยิว และการถูกลอบโจมตีโดยพวกสลัดอะแมโกท์  โมเสสใช้ภาวะผู้นำแก้ปัญหาเหล่านี้ด้วยความสุขุมรอบคอบ จนทำให้ปัญหาต่างๆ คลี่คลายลงไป วันหนึ่งโมเสสได้ปลีกตัวออกมาจากคณะ หลบไปอยู่บนยอดเขาซีนาย เป็นเวลา 40 วัน 40 คืน  ณ ภูเขาแห่งนี้ โมเสสได้รับ บัญญัติ 10 ประการ จากพระยะโฮวาผู้เป็นเจ้าบัญญัติดังกล่าว และจารึกลงบนแผ่นหิน 2 แผ่น

โมเสสได้นำ
บัญญัติ 10 ประการ ประกาศให้ชาวยิวทั้งหมดทราบ และสามารถทำให้ทุกคนเชื่อตาม เขาได้พาชาวยิวเร่ร่อนไปเป็นเวลานานถึง 40 ปี ก็ยังไม่ถึงแดนสัญญาหรือปาเลสไตน์ เนื่องจากถึงแก่กรรมเสียก่อน
ที่ภูเขาเนโป รวมอายุได้
120 ปี

 


 

 

 

ไม่สงวนสิทธิ์ในการนำไปใช้ประโยชน์ทางการศึกษา แต่ขอความกรุณาอ้างอิงแหล่งที่มาตามสมควรจะขอบคุณยิ่ง

 


April 25,201

 

 

กลุ่มบริหารทั่วไป      โรงเรียนศึกษานารี
176ถนนประชาธิปก เชิงสะพานพระปกเกล้า
แขวงวัดกัลยาณ์  เขตธนบุรี  กทม. 10600
by  wita:wita_snr@hotmail.com