ประวัติสามสมเด็จ

     สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)

history 02     สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)เป็นบุตรสมเด็จเจ้าพระยามหาประยุรวงศ์(ดิศ บุนนาค) กับท่านผู้หญิงจัน ธิดาของเจ้าพระยาพลเทพ(ทองอิน) ซึ่งเป็นน้องกรมหมื่นนเรนทรภักดี

     สมเด็จเจ้าพระยาฯสมภพในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อวันศุกร์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ.2351 มีพี่น้องร่วมบิดามารดา 9 คน และมีพี่น้องต่างมารดาอีก 35 คน สมเด็จเจ้าพระยาฯได้รับการศึกษาอย่างดีจากครูบาอาจารย์ในสมัยนั้นและจากท่านซึ่งเป็นพระยาพระคลังว่าการต่างประเทศจนได้ว่า การปกครองหัวเมืองชายฝั่งตะวันออกแต่ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

     ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชการที่ 5 )สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้สำเร็จราชการ มีอำนาจได้สิทธิ์ขาดทั้งปวงมีอาญาสิทธิ์ คือ ประหารชีวิตคนกระทำผิดอุกฤษฎ์โทษได้ มีมหันตเดชานุภาพ ยิ่งใหญ่ไม่มีผู้ใดเสมอ

     สมเด็จพระพุฒาจารย์ (นวม พุทธสรมหาเถระ) และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

history 03

     การเรียบเรียงเรื่องราวเกี่ยวกับสมเด็จวัดอนงค์-สมเด็จย่าโรงเรียนศึกษานารี รศ.ดร. จำลอง สารพัดนึก ได้นำลงตีพิมพ์ในวาระครบรอบ 84 ปีโรงเรียนศึกษานารีนั้นครบถ้วนสมบูรณ์ ครั้นจะนำมาเรียบเรียงใหม่ ผู้อ่านหลายท่านได้พิจารณาแล้วมีความเห็นว่า ควรนำของเดิมมาตีพิมพ์อีกครั้งจะเป็นการดีกว่า ทั้งนี้เพื่อให้ศิษย์เก่ารุ่นหลัง ๆ ได้อ่านโดยทั่วถึงกัน คณะกรรมการจัดทำหนังสือ“ศึกษานารี 100 ปี แห่งความภาคภูมิ” จึงขออนุญาตผู้เขียนนำเรื่องราวดังกล่าวมาจัดพิมพ์อีกครั้งหนึ่ง ดังมีข้อความต่อไปนี้

     ด้วยเหตุที่ข้าพเจ้ามีความคุ้นเคยกับวัดอนงค์ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับโรงเรียนศึกษานารี ตั้งแต่สมัยที่ข้าพเจ้าครองเพศบรรพชิตอยู่มาจนปัจจุบัน และเคยได้ยินได้ฟังเรื่องราว เกี่ยวกับโรงเรียนศึกษานารีอยู่บ้างจึงใคร่ที่จะนำเรื่องโรงเรียนศึกษานารีมาเล่าสู่กันฟัง อันจะทำให้ผู้ที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังจะได้รู้เรื่องนี้ประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่งข้อเขียนซึ่งถ่ายทอดมาจากหนังสือ“ศึกษานารี 84 ปีแห่งความรำลึกถึง” นี้ จะได้ตราติดเป็นประวัติศาสตร์ของโรงเรียน ซึ่งอาจจะเป็นการสะดวกสำหรับอนุชนในอนาคต ที่ประสงค์จะทราบประวัติของโรงเรียนนี้ โดยอ่านจากบทความเรื่องนี้ ซึ่งแม้จะไม่ละเอียดนัก อย่างน้อยก็จะทำให้ผู้อ่านได้ทราบว่า โรงเรียนนี้ตั้งขึ้นมาเมื่อไรและใครเป็นผู้ก่อตั้ง

     โรงเรียนศึกษานารีมีความสัมพันธ์กับบุคคลหลายฝ่ายและสถานที่หลายแห่ง เพื่อให้สอดคล้องกับความสำคัญที่โรงเรียนศึกษานารีมีอยู่กับบุคคล และสถานที่นั้นๆ ข้าพเจ้าจึงเขียนเรื่อง”สมเด็จวัดอนงค์-สมเด็จย่าโรงเรียนศึกษานารี” หากจะกล่าวได้โดยสรุป สมเด็จวัดอนงค์เป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนศึกษานารี เมื่อปี พ.ศ.2444 สมเด็จย่าทรงเคยเป็นศิษย์เก่าของโรงเรียนศึกษานารี

     ความละเอียดของบทความนี้เก็บความจากหนังสือประวัติการศึกษาหนังสือไทยของวัดอนงค์คาราม ซึ่งเรียบเรียงโดยพระยาสาครราชเรืองยศ เมื่อ พ.ศ. 2484 และตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2500 มีดังนี้ สมเด็จวัดอนงค์ที่กล่าวถึงนี้คือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (นวม พุทธสรมหาเถระ) ท่านมีชีวประวัติดังนี้นามเดิมว่า นวม นามฉายา พุทธสโร เกิดเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2407 ที่อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท ท่านอยู่วัดอนงค์คารามตั้งแต่เยาว์วัย โดยได้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ 13 ปี และอุปสมบทเป็นพระภิกษุเมื่ออายุครบ 20 ปี เมื่อสมเด็จฯยังเยาว์วัยได้เรียนคัมภีร์มูลกัจจายนะและพระธรรมบท และบทเรียนวิชาพิเศษคือ หนังสือไทย เลขและลูกคิด ทั้งที่ยังไม่มีโรงเรียนในสมัยนั้น แต่ด้วยความสนใจใคร่ต่อการศึกษา ท่านจึงมีความรู้ในวิชาพิเศษเป็นอย่างดี สมเด็จฯดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดอนงค์คารามรูปที่ 6 และเคยดำรงตำแหน่งอื่น ๆ ที่สำคัญของคณะสงฆ์ คือ เป็นเจ้าคณะแขวง เจ้าคณะมณฑล เจ้าคณะจังหวัด สมาชิกสังฆสภา กรรมการมหาเถระสมาคมและสังฆมนตรีว่าการองค์การสาธารณูปการ ท่านเป็นผู้มีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับการศึกษาของประเทศไทยด้วย กล่าวคือเมื่อ พ.ศ. 2432 ขณะท่านเป็นพระครูอันดับอยู่ เรียกกันว่า ”พระอาจารย์นวม” และในสมัยนั้นยังไม่มีโรงเรียน ท่านได้เริ่มทำการสอนศิษย์ของท่านเป็นการส่วนตัวโดยใช้กุฎิเป็นโรงเรียน วิชาที่สอนคือ หนังสือไทย เลข ลูกคิด และจรรยา มีผู้เห็นประโยชน์ในการศึกษา ได้นำบุตรหลานซึ่งเป็นผู้ชายไปฝากเข้าเรียนเป็นจำนวนมาก ต่อมาท่านได้จัดที่เล่าเรียนขึ้นอีกด้วยทุนส่วนตัวกับทุนที่มีผู้ศรัทธาบริจาคสมทบ จนทางการได้เริ่มเข้ามาดูแลการศึกษาพร้อมทั้งจัดนิตยภัตถวายประจำทุกเดือนเดือนละ 10 บาท และท่านมิได้ถือเอานิตยภัตนั้นเป็นประโยชน์ส่วนตัว กลับได้นำเอาไปจ้างครูมาช่วยสอน 1 คน ครั้นต่อมา ท่านก็ได้นำเอานิตยภัตนั้นไปจ้างครูเพิ่มอีก 1 คน ดังนั้น นอกจากท่านเป็นผู้สอนแล้ว ยังได้ครูช่วยสอนอีก 3 คน

     ต่อมา พ.ศ.2440 กรมศึกษาธิการได้เข้าจัดการศึกษาและจัดครูเอง จึงได้โอนครูทุกคนที่อาจารย์นวมจ้างมาช่วยสอนไปเป็นข้าราชการได้รับพระราชทานเงินเดือนทุกคน ส่วนพระอาจารย์นวมได้รับการแต่งตั้งเป็น ”พระอาจารย์สยามปริยัติ” ซึ่งเป็นนามที่ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติและยกย่องให้เห็นว่า เป็นผู้สำคัญเกี่ยวกับการศึกษากับได้รับตำแหน่งครูใหญ่ ต่อมาความได้ทรงทารบถึงพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดให้ พระอาจารย์นวมหรือพระอาจารย์สยามปริยัติ เข้าเฝ้าและพระราชทานสมณศักดิ์เป็น “พระครูอุดมพิทยากร” (พระครูสัญญาบัตรพิเศษ) ในปี พ.ศ. 2441 และในปีนั้นเองสถานศึกษาที่พระครูอุดมพิทยากร (นวมพุทธสโร) ได้เป็นผู้ริเริ่มตั้งขึ้นจึงได้นามว่า “โรงเรียนอุดมวิทยา” ตามนามของผู้ให้กำเนิด ซึ่งต่อมาได้แบ่งออกเป็นฝ่ายประถม โดยใช้นามว่า ”โรงเรียนประถมอุดมวิทยา” ฝ่ายมัธยมว่า ”โรงเรียนมัธยมอุดมวิทยา”

     ต่อมาท่านพระครูอุดมพิทยากร ดำริว่า ได้ช่วยการศึกษาฝ่ายกุลบุตรสมความมุ่งหมายแล้ว แต่ยังไม่ได้ช่วยการศึกษาฝ่ายสตรีเลย และในขณะนั้นก็พอดีมีสถานที่พอใช้เป็นที่เรียนได้อยู่ จึงได้เปิดการสอนแผนกสตรีขึ้น โดยจ้างครูมาสอนแผนกสตรีเพิ่มขึ้นอีก โดยจ้างครูมาสอนเพิ่ม สถานที่เรียนสำหรับสตรีใช้นามว่า “โรงเรียน สตรีอุดมวิทยายน” ในปี พ.ศ. 2444

     ในกาลต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2453 หลังจากที่พระครูอุดมพิทยากรได้รับพระราชทานสมณะศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ “พระธรรมธราจารย์” และเป็นเจ้าอาวาสวัดอนงค์คาราม เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี เจ้ากรมตรวจการศึกษาสมัยนั้นเห็นว่านามโรงเรียนมีคำว่า “อุดมฯ” นั้น ไปพ้องกับนามของโรงเรียนอุดมศึกษา จึงได้หารือพระธรรมธราจารย์ (นวม พุทธสโร) เจ้าอาวาสวัดอนงค์ ผู้เป็นทั้งเจ้าของและก่อกำเนิดโรงเรียน โดยขอเปลี่ยนนามโรงเรียนทั้งสามในเวลาพร้อมกันดังนี้ เปลี่ยน “โรงเรียนอุดมวิทยายน” เป็น “โรงเรียนมัธยมวัดอนงค์” เปลี่ยน “โรงเรียนประถมอุดมวิทยายน” เป็น “โรงเรียนประถมวัดอนงค์” เปลี่ยน “โรงเรียนสตรีอุดมวิทยายน” เป็น “โรงเรียนศึกษานารี” ต่อมาปี พ.ศ. 2468 โรงเรียนมัธยมวัดอนงค์ได้ถูกเปลี่ยนนามอีกครั้งเป็น “โรงเรียนมัธยมบ้านสมเด็จเจ้าพระยา” เพระได้ย้ายที่เรียนไปอยู่แห่งใหม่ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของวิทยาลัยครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยาในปัจจุบัน และให้โรงเรียนประถมวัดอนงค์เป็นสาขาของโรงเรียนบ้านสมเด็จเจ้าพระยา

     ส่วนสถานที่อันเป็นที่ตั้งของโรงเรียนที่เป็นอาจารย์นวม พุทธสโร ได้ก่อตั้งขึ้นนั้นได้ขยายโดยต่อเติมจากสถานที่เดิมแรกตั้งบ้าน ได้สร้างขึ้นใหม่บ้าง และได้ขยายโดยเคลื่อนย้ายไปตั้ง ณ สถานที่แห่งใหม่บ้าง ดังนี้ จากกุฎิหนึ่งหลัง เป็นโรงเรียนขึ้นอีกหนึ่งหลัง โดยสร้างจากเรือนที่นายเย็น บ้านอยู่ที่สมุทรปราการถวายอีกหนึ่งหลัง จากทึม (คือโรงเก็บศพ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ. 2493 บางแห่งใช้เป็นศาลาเอนกประสงค์ทำนองเดียวกันกับศาลาการเปรียญในปัจจุบัน) ที่นายสิงห์ เสนะวัด บ้านอยู่ตำบลบางกอกใหญ่ถวายอีก 1 หลัง เป็นตึก 2ชั้น (ตึกหลังนี้ที่นายทับ ปัทมานุช ได้ตั้งนามของผู้ก่อกำเนิดว่า “โรงเรียนอุดมวิทยายน”ซึ่งมักมีผู้เรียกย่อ ๆ ว่า“โรงเรียนอุดมฯ”)มีมุกกลาง จากเงินที่นายทับ ปัทมานุช ถวายอีก 2 หลัง จากการอนุมัติเงินของ กรมการศึกษาธิการอีก 1 หลังโดยการดัดแปลงมณฑปเมรุสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติที่ติดต่อของจากเจ้าคุณหญิงคลี่ บุนนาค ซึ่งเป็นธิดาของสมเด็จเจ้าพระยาฯ องค์นั้น อีก 1 หลัง คือ โรงเรียนสุขุมาลัย วัดพิชัยยาติการามอีกแห่งหนึ่ง คือ บ้านสมเด็จเจ้าพระยามหาประยุรวงศ์ สถานที่ดังกล่าวทั้งหมดนี้เป็นสถานที่เรียนของกุลบุตร ส่วนกุลสตรีนั้น สถานที่เล่าเรียนใกล้กับกุฎิสงฆ์มากนัก ซึ่งเป็นการไม่เหมาะสม จึงดัดแปลงบ้านคุณหญิงพัน ที่ติดต่อขอจากกระทรวงธรรมการได้มาเป็นสถานที่เรียน ในที่สุดโรงเรียนมัธยมบ้านสมเด็จเจ้าพระยาฯ ได้ย้ายไปจากที่เดิมและได้ย้ายโรงเรียนศึกษานารีเข้าไปตั้งอยู่ในบ้านสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์

     ส่วนโรงเรียนประถมวัดอนงคาราม กระทรวงธรรมการได้ยุบเลิกตั้งแต่ พ.ศ. 2482 โดยโอนนักเรียนไปอยู่ที่โรงเรียนมัธยมบ้านสมเด็จเจ้าพระยา เหตุที่ยุบเพราะมีสถานที่เล่าเรียนแพร่หลายแล้ว

     พระธรรมธราจารย์ (นวม พุทธสโร) ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ “พระราชมงคล” เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ “พระมงคลเทพมุนี” เป็นพระราชาคณะเทียบชั้นเจ้าคณะรองที่ “พระมหาโพธิวงศาจารย์” และเป็น “สมเด็จพระพุฒาจารย์” ในที่สุด จนถึงกาลมรณภาพเมื่อ พ.ศ. 2499

     จากประวัติดังกล่าวมาจะเห็นได้ว่า “สมเด็จวัดอนงค์” คือสมเด็จพระพุฒาจารย์ (นวม พุธสรมหาเถระ) มีบทบาทสำคัญมากเกี่ยวกับการศึกษาของไทย เป็นผู้ให้กำเนิดวิทยาลัยครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยา และโรงเรียน ศึกษานารี

     สมเด็จย่า คือ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เท่าที่ทราบกันว่าพระองค์เคยเป็นศิษย์เก่าของโรงเรียนสตรีอุดมวิทยายน คือ โรงเรียนศึกษานารีนี้ ตามหนังสือ “สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี”ซึ่งนักข่าวหญิงจัดพิมพ์ขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนพรรษาครบ 6 รอบในปี พ.ศ. 2515 ระบุว่า สมเด็จพระราชชนนีทรงเป็นนักเรียนรุ่นที่ 2 ของโรงเรียนนี้และในหนังสือแม่เล่าให้ฟัง พระนิพนธ์ของสมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนาซึ่งจัดพิมพ์เนื่องในวโรกาสที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงมีพระชนมายุครบ 80 พรรษา ก็เล่าว่า สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงศึกษาในโรงเรียนนี้

     ความเกี่ยวเนื่องระหว่างสมเด็จวัดอนงค์ สมเด็จย่าและโรงเรียนศึกษานารี ตลอดเวลาอันยาวนานนี้เป็นที่ประจักษ์ชัดเมื่อคราวสมเด็จวัดอนงค์อาพาธ สมเด็จย่าได้โปรดเกล้าให้การรักษาในพระอุปถัมภ์โดยตลอด จนเมื่อมรณภาพก็ได้พระราชทานน้ำสรงศพและโกศไม้สิบสอง พร้อมด้วยเครื่องประดับอิสริยยศเป็นเกียรติ ตลอดจนทรงบำเพ็ญพระราชกุศลพระราชทาน

     จากประวัติดังกล่าวมาข้างต้น โรงเรียนศึกษานารีได้ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2544 โดยผู้ก่อตั้งคือสมเด็จ พระพุฒาจารย์ (นวม พุทธสรมหาเถระ) สมัยที่เป็นพระครูอุดมพิทยากร ซึ่งดำริที่จะช่วยการศึกษาฝ่ายสตรีหลังจากที่ได้ช่วยการศึกษากุลบุตรตามที่ได้มุ่งหมายแล้ว ได้ก่อตั้งโดยใช้ชื่อว่า “โรงเรียนสตรีอุดมวิทยายน” ในตอนแรกและมาเปลี่ยนเป็น “โรงเรียนศึกษานารี” เมื่อปี พ.ศ. 2453 อย่างไรก็ดีการนับเวลาเริ่มแรกการก่อตั้งต้องถือ พ.ศ. 2444 ขณะนี้ พ.ศ. 2528 โรงเรียนศึกษานารีจึงมีอายุครบ 84 ปี ถ้าเป็นอายุของคนก็เข้าวัยชราแล้ว อีกไม่นานก็ถึงอายุขัย ผิดกับอายุของสถานศึกษา กล่าวคือ สถานศึกษานั้นยิ่งมีอายุนานเท่าใด ยิ่งดีขึ้นเท่านั้น ในทุก ๆ ด้านไม่ว่าจะเป็นด้านอาคารหรือด้านวิทยาการความรู้ ย่อมจะเป็นปึกแผ่นมั่นคง ทั้งได้รับความเชื่อถือมากขึ้น ในปีที่โรงเรียนศึกษานารีมีอายุครบ 84 ปี คณะกรรมการโครงการจัดงาน 84 ปี ศึกษานารี ได้จัดงานเพื่อเฉลิมฉลองเป็นที่ระลึกร่วมกันอีกหลายฝ่าย ได้แก่โรงเรียนศึกษานารี สมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนศึกษานารี สมาคมศิษย์เก่าศึกษานารี โดยมีคณะสงฆ์วัดอนงคารามและสมาคมศิษย์วัดอนงคาราม ในพระบรมราชนูปถัมภ์ เป็นที่ปรึกษาและสนับสนุน ได้มีมติร่วมกันจัดหล่อรูปเหมือนสมเด็จพระพุฒาจารย์ (นวม พุทธสรมหาเถระ) เป็นอนุสาวรีย์ประดิษฐานไว้ที่โรงเรียนศึกษานารี ในฐานะที่ท่านเป็นผู้ให้กำเนิดโรงเรียนศึกษานารีด้วยจุดมุ่งหมายคือ

1.เพื่อเป็นอนุสาวรีย์ของท่านผู้เป็นปฐมาจารย์ผู้ให้กำเนิดโรงเรียน

2.เพื่อเป็นปูชนียวัตถุสำหรับกราบไหว้บูชาประจำโรงเรียน

3.เพื่อเป็นการแสดงกตัญญูกตเวทีต่อบุพการีชนและบูรพาจารย์

     นับว่าทางโรงเรียนได้ทำสิ่งที่ถูกที่ควรที่ดีงาม เป็นการแสดงออกซึ่งความกตัญญูอย่างน่าสรรเสริญยิ่ง ก็ความกตัญญูนี้จัดเป็นมงคลคือความเจริญสูงสุดประการหนึ่งแห่งมงคล 38 ประการ ที่มาในมงคลสูตรข้อว่า กตญฺญุตา เอตมฺมงฺคลตฺตมงฺ (การรู้อุปการะอันท่านทำแล้วแก่ตนเป็นมงคลสูงสุด)

     นับว่าเป็นการกระทำที่เป็นแบบอย่างที่ดี อนึ่ง ความกตัญญูเป็นนิมิต คือ เครื่องหมายของคนดีดังภาษิตที่ว่า นิมิตฺตํ สาธุรูปานํ กตญฺญุกตฺเวทิตา การแสดงความกตัญญูเช่นนี้ควรที่ใครๆพึงถือเอาเป็นตัวอย่างและพึงกระทำตาม

history 04